← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คดี hiQ Labs v. LinkedIn ข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการดึงข้อมูลเว็บ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นคดีความระหว่าง hiQ Labs และ LinkedIn เกี่ยวกับการดึงข้อมูลสาธารณะ (Web Scraping)
  • ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เคยตัดสินว่าการดึงข้อมูลสาธารณะไม่ละเมิดกฎหมาย CFAA
  • ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งเรื่องกลับให้พิจารณาใหม่โดยอ้างอิงบรรทัดฐานจากคดี Van Buren v. United States
  • คดีสิ้นสุดลงด้วยการยอมความหลังจากศาลวินิจฉัยว่า hiQ ละเมิดข้อตกลงผู้ใช้งานของ LinkedIn

คดี hiQ Labs v. LinkedIn Corp. (938 F.3d 985) เป็นคดีความสำคัญในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ (Web Scraping) โดยเฉพาะข้อมูลที่เปิดเป็นสาธารณะ

โลโก้ LinkedIn
LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ทางวิชาชีพที่เป็นคู่กรณีในคดีนี้

ภูมิหลังของคดี

hiQ Labs ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลขนาดเล็ก ได้ใช้บอทอัตโนมัติในการดึงข้อมูลจากโปรไฟล์สาธารณะของสมาชิกบน LinkedIn เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล ทางด้าน LinkedIn ได้พยายามยับยั้งการกระทำดังกล่าวด้วยวิธีการทางกฎหมายและทางเทคนิค จนกระทั่ง LinkedIn ได้ส่งหนังสือแจ้งให้หยุดการกระทำ (Cease-and-desist letter) เพื่อสั่งให้ hiQ หยุดเข้าถึงและคัดลอกข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของตน

hiQ Labs จึงได้ยื่นฟ้อง LinkedIn ต่อศาลแขวง เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (Injunction) เพื่อป้องกันไม่ให้ LinkedIn ขัดขวางการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ และขอให้ศาลตัดสินว่าการกระทำของ hiQ ไม่ได้ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงและการละเมิดคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud and Abuse Act - CFAA), กฎหมายลิขสิทธิ์แห่งสหัสวรรษดิจิทัล (DMCA), ประมวลกฎหมายอาญาแคลิฟอร์เนีย มาตรา 502(c) หรือกฎหมายเรื่องการบุกรุก (Common law of trespass)

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ยืนตามคำสั่งของศาลแขวง โดยอนุญาตให้ hiQ Labs สามารถเข้าถึงข้อมูลโปรไฟล์สาธารณะของสมาชิก LinkedIn ได้ โดยมีเหตุผลหลักดังนี้:

  • ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้: ศาลเห็นว่าหาก hiQ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ จะส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของบริษัทอย่างรุนแรง
  • ประโยชน์สาธารณะ: ศาลวินิจฉัยว่าประโยชน์สาธารณะสนับสนุนการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยเป็นสาธารณะ
  • การตีความ CFAA: ประเด็นสำคัญคือการตีความคำว่า "โดยไม่มีอำนาจหน้าที่" (without authorization) ภายใต้กฎหมาย CFAA ซึ่ง LinkedIn อ้างว่าหลังจากส่งหนังสือแจ้งให้หยุดการกระทำแล้ว การที่ hiQ ยังคงดึงข้อมูลต่อไปถือเป็นการเข้าถึงโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่ศาลในเบื้องต้นเห็นว่าข้อมูลสาธารณะควรเข้าถึงได้

การพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐฯ และบทสรุป

LinkedIn ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ เพื่อให้ทบทวนคำตัดสิน โดยในวันที่ 14 มิถุนายน 2021 ศาลฎีกาได้สั่งยกเลิกคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 9 และส่งเรื่องกลับไปพิจารณาใหม่ โดยอ้างอิงคำตัดสินในคดี Van Buren v. United States ซึ่งระบุว่าการ "เกินอำนาจหน้าที่ในการเข้าถึง" (exceeds authorized access) ตามกฎหมาย CFAA จะใช้กับกรณีที่บุคคลมีสิทธิ์เข้าถึงระบบ แต่กลับเข้าไปในส่วนของระบบที่ตนไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเท่านั้น

ต่อมาในเดือนเมษายน 2022 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมของตนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ศาลแขวงเขตเหนือของแคลิฟอร์เนียได้วินิจฉัยว่า hiQ ได้ละเมิดข้อตกลงผู้ใช้งาน (User Agreement) ของ LinkedIn ซึ่งนำไปสู่การเจรจายอมความและยุติคดีในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ประเด็นหลักของคดี hiQ Labs v. LinkedIn คืออะไร?

ประเด็นหลักคือการพิจารณาว่าการดึงข้อมูลที่เปิดเป็นสาธารณะบนเว็บไซต์ (Web Scraping) โดยใช้บอทอัตโนมัติ ถือเป็นการเข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมาย CFAA ของสหรัฐฯ หรือไม่

กฎหมาย CFAA คืออะไรในบริบทของคดีนี้?

CFAA หรือ Computer Fraud and Abuse Act เป็นกฎหมายที่ห้ามการเข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ศาลตัดสินว่าการดึงข้อมูลสาธารณะเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายนี้หรือไม่

ผลลัพธ์สุดท้ายของคดีนี้เป็นอย่างไร?

แม้ศาลอุทธรณ์จะเคยให้สิทธิ์ในการดึงข้อมูล แต่ในท้ายที่สุดศาลแขวงตัดสินว่า hiQ ละเมิดข้อตกลงผู้ใช้งานของ LinkedIn และทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงยอมความกันในเดือนพฤศจิกายน 2022