ประวัติและการพัฒนาของรถถังในกองทัพบกอังกฤษ
สรุปใจความสำคัญ
- กองทัพบกอังกฤษเป็นชาติแรกที่นำรถถังมาใช้ในการรบจริงในสงครามโลกครั้งที่ 1
- คำว่า 'Tank' มีที่มาจากชื่อเรียกอำพรางว่า 'ถังบรรจุน้ำ' เพื่อปกปิดความลับในการพัฒนา
- ยุทธการที่แม่น้ำซอมม์ในปี 1916 เป็นครั้งแรกที่มีการใช้รถถัง Mark I ในสนามรบ
- อังกฤษเคยแบ่งประเภทรถถังเป็น 'รถถังทหารราบ' (เน้นเกราะ) และ 'รถถังครูเซอร์' (เน้นความเร็ว) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถถังหลัก (MBT)
รถถังถูกนำมาใช้ในสนามรบเป็นครั้งแรกเพื่อเป็นทางออกสำหรับปัญหาของ สงครามสนามเพลาะ (Trench Warfare) ซึ่งเป็นรูปแบบการรบที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายติดหล่มและไม่สามารถรุกคืบได้โดยไม่มีการสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก รถถังถูกออกแบบมาให้เป็นยานพาหนะขนาดใหญ่ หนัก และเคลื่อนที่ช้า แต่มีความสามารถในการขับข้ามสนามเพลาะของศัตรู ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการส่งทหารราบเดินหน้าเข้าสู่พื้นที่สังหารโดยตรง

จุดเริ่มต้นและการตั้งชื่อ
กองทัพบกอังกฤษเป็นชาติแรกที่นำรถถังมาใช้งาน โดยในช่วงแรกมีการพัฒนาอย่างลับที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูทราบถึงอาวุธชนิดใหม่นี้ ทางการจึงแจ้งต่อสาธารณชนว่ายานพาหนะเหล่านี้คือ "ถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่" (Water Tanks) ซึ่งคำว่า "Tank" จึงกลายเป็นชื่อเรียกติดปากและถูกใช้เป็นชื่อเรียกยานพาหนะประเภทนี้อย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา
การพัฒนายุคแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1
การพัฒนารถถังไม่ได้เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากการสะสมทางเทคโนโลยีและความจำเป็นทางยุทธวิธี คณะกรรมการเรือบก (Landship Committee) ได้มอบหมายให้ร้อยโท วอลเตอร์ กอร์ดอน วิลสัน (Walter Gordon Wilson) และ วิลเลียม ทริตตัน (William Tritton) พัฒนายานพาหนะขนาดเล็ก ซึ่งนำไปสู่การสร้าง "Little Willie" ที่มีน้ำหนัก 14 ตัน แต่ยังขาดความสามารถในการข้ามสนามเพลาะที่เพียงพอ

ต่อมาได้มีการพัฒนาการออกแบบรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (Rhomboidal design) ซึ่งนำไปสู่การสร้างรถถังหนักรุ่นแรกที่ชื่อว่า "Mother" และตามมาด้วย Mark I ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกใน ยุทธการที่แม่น้ำซอมม์ (Battle of the Somme) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 1916 โดยมีการใช้รถถัง Mark I จำนวน 49 คัน แม้จะมีปัญหาเรื่องการขัดข้องทางเทคนิคจำนวนมาก แต่เกือบหนึ่งในสามสามารถฝ่าแนวป้องกันของศัตรูได้สำเร็จ

การกำเนิดของรถถังเบา Whippet
นอกเหนือจากรถถังหนัก อังกฤษยังได้พัฒนารถถังที่เบากว่าและเร็วกว่าที่เรียกว่า Whippet เพื่อใช้ในการรุกคืบและโจมตีแนวหลังของศัตรูหลังจากที่รถถังหนักได้เจาะช่องว่างในแนวป้องกันแล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่องความคล่องตัวทางยุทธวิธี (Tactical Mobility)

วิวัฒนาการสู่รถถังทหารราบและรถถังครูเซอร์
ในช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง อังกฤษได้แบ่งประเภทรถถังตามหลักนิยมการรบ (Doctrine) โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ เพอร์ซี โฮบาร์ต (Percy Hobart) และ กัปตัน บี. เอช. ลิดเดล ฮาร์ต (B. H. Liddell Hart) แบ่งเป็นสองประเภทหลัก:
- รถถังทหารราบ (Infantry Tanks): ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการบุกของทหารราบ มีเกราะหนาเพื่อทนทานต่อการยิงในระยะใกล้ แต่เคลื่อนที่ช้า
- รถถังครูเซอร์ (Cruiser Tanks): ออกแบบมาให้มีความเร็วและระยะปฏิบัติการไกล เพื่อใช้ในการโอบล้อมและตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของศัตรูหลังจากแนวป้องกันถูกทำลาย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการแบ่งประเภทนี้ถูกท้าทายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับยุทธวิธี Blitzkrieg ของเยอรมนี ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารถถังที่มีทั้งเกราะหนาและอำนาจการยิงสูง จนกลายเป็นรากฐานของ รถถังหลัก (Main Battle Tank - MBT) ที่ใช้ในกองทัพปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมรถถังถึงถูกเรียกว่า 'Tank'?
ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาในสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษต้องการปกปิดความลับของอาวุธชนิดนี้ จึงแจ้งต่อสาธารณะและศัตรูว่ายานพาหนะเหล่านี้คือ 'ถังบรรจุน้ำ' (Water Tanks) จนชื่อนี้กลายเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในที่สุด
รถถัง Mark I มีบทบาทอย่างไรในสงครามโลกครั้งที่ 1?
รถถัง Mark I ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในยุทธการที่แม่น้ำซอมม์ (Battle of the Somme) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 1916 เพื่อทำลายลวดหนามและข้ามสนามเพลาะของศัตรู ช่วยให้ทหารราบสามารถรุกคืบได้
ความแตกต่างระหว่างรถถังทหารราบและรถถังครูเซอร์คืออะไร?
รถถังทหารราบ (Infantry Tank) เน้นเกราะหนาและความทนทานเพื่อสนับสนุนทหารราบในการบุกแนวป้องกัน ส่วนรถถังครูเซอร์ (Cruiser Tank) เน้นความเร็วและความคล่องตัวเพื่อใช้ในการโจมตีโอบล้อมและทำลายแนวหลังของศัตรู

