วิวัฒนาการของโทรศัพท์ในสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ จดสิทธิบัตรโทรศัพท์เครื่องแรกในปี ค.ศ. 1876
- AT&T เคยเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ผูกขาดตลาดในสหรัฐฯ จนกระทั่งถูกสั่งแยกบริษัทในปี ค.ศ. 1982
- อัตราการครอบครองโทรศัพท์ในครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 45% ในปี 1945 เป็นมากกว่า 90% ในปี 1970
- ปัจจุบัน (ปี 2024) ชาวอเมริกัน 98% มีโทรศัพท์มือถือ และ 91% มีสมาร์ทโฟน
โทรศัพท์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่การจดสิทธิบัตรครั้งแรกโดย อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) ในปี ค.ศ. 1876 ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการติดต่อสื่อสารของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
การเริ่มต้นและการขยายตัวของระบบโทรศัพท์
ในช่วงแรก โทรศัพท์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ทางธุรกิจและครอบครัวที่มีฐานะ แต่ภายในทศวรรษ 1920 โทรศัพท์เริ่มกลายเป็นอุปกรณ์ที่แพร่หลายในกลุ่มประชากรทั่วไป โดยผู้คนสามารถสมัครใช้บริการโทรศัพท์ในที่พักอาศัย หรือใช้โทรศัพท์สาธารณะ (Pay phones) ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชน
ในด้านเทคโนโลยี การสื่อสารทางไกล (Long-distance service) ในยุคแรกมีราคาสูงและมีการคิดค่าบริการตามระยะทาง ซึ่งแตกต่างจากการโทรภายในท้องถิ่นที่มีอัตราค่าบริการคงที่ นอกจากนี้ การสื่อสารระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจยังมีความสำคัญมาก และเริ่มเข้ามาแทนที่การส่งโทรเลข (Telegrams) อย่างต่อเนื่อง

ยุคการผูกขาดของ AT&T และระบบ Bell System
บริษัท American Telephone and Telegraph Company (AT&T) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครอบงำตลาดโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา และเคยเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีรากฐานมาจากบริษัท Bell Telephone Company ที่ก่อตั้งโดยเบลล์ในปี ค.ศ. 1877
American Bell Telephone Company (ค.ศ. 1881–1899)
ในช่วงปี ค.ศ. 1881 บริษัท American Bell Telephone Company ได้ดำเนินนโยบายให้เช่าโทรศัพท์เป็นรายเดือนแทนการขายขาด โดยบริษัทจะเป็นผู้ติดตั้งและดูแลรักษาอุปกรณ์ทั้งหมด ซึ่งในปี ค.ศ. 1880 บริษัทมีรายงานกำไรกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีจำนวนโทรศัพท์ที่ใช้งานถึง 133,692 เครื่อง
การก้าวขึ้นเป็นบริษัทแม่ของ AT&T (ค.ศ. 1899–1982)
AT&T เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทลูกที่ดูแลด้านการสื่อสารทางไกลในปี ค.ศ. 1885 ก่อนจะกลายเป็นบริษัทแม่ในปี ค.ศ. 1899 หลังจากที่ American Bell Telephone Company ขายสินทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ AT&T

ในช่วงปี ค.ศ. 1913 เกิดข้อตกลงที่เรียกว่า Kingsbury Commitment เพื่อระงับข้อพิพาทด้านการผูกขาด โดย AT&T ตกลงที่จะแยกตัวออกจากบริษัท Western Union และอนุญาตให้บริษัทโทรศัพท์อิสระรายอื่นสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสื่อสารทางไกลของ AT&T ได้
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสถิติการใช้งาน
เทคโนโลยีโทรศัพท์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:
- โทรศัพท์แบบหมุน (Dial Telephone): เริ่มแพร่หลายในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโทรออกได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านพนักงานสลับสาย (Operator)
- โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคแรก (Mobile Radio Telephone): เริ่มมีให้บริการในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ในบางเมืองใหญ่
- สมาร์ทโฟน (Smartphone): เข้ามาเปลี่ยนโฉมการสื่อสารในต้นศตวรรษที่ 21 โดยรวมความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก กล้องถ่ายรูป และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อความ (Text messaging) เริ่มเข้ามาแทนที่การโทรด้วยเสียงในหลายกรณี
สถิติการเข้าถึงโทรศัพท์ในครัวเรือนสหรัฐฯ:
| ปี ค.ศ. | เปอร์เซ็นต์ครัวเรือนที่มีโทรศัพท์ |
|---|---|
| 1945 | 45% |
| 1957 | 75% |
| 1970 | มากกว่า 90% |
ข้อมูลจาก Pew Research Center ในปี ค.ศ. 2024 ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 98% มีโทรศัพท์มือถือ และ 91% มีสมาร์ทโฟนใช้งาน
คำถามที่พบบ่อย
ใครคือผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ในสหรัฐอเมริกา?
อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ เป็นผู้จดสิทธิบัตรโทรศัพท์เครื่องแรกในปี ค.ศ. 1876
AT&T มีบทบาทอย่างไรในประวัติศาสตร์โทรศัพท์สหรัฐฯ?
AT&T เป็นบริษัทที่ครอบงำตลาดโทรคมนาคมในสหรัฐฯ เป็นเวลานาน โดยเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทลูกด้านการสื่อสารทางไกลก่อนจะกลายเป็นบริษัทแม่ที่ควบคุมเครือข่ายส่วนใหญ่ของประเทศ
Kingsbury Commitment คืออะไร?
คือข้อตกลงในปี ค.ศ. 1913 ที่ AT&T ตกลงจะลดการผูกขาดโดยการแยกตัวจาก Western Union และอนุญาตให้บริษัทโทรศัพท์รายอื่นเชื่อมต่อกับเครือข่ายทางไกลของตนได้
สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการสื่อสารอย่างไร?
สมาร์ทโฟนทำให้การสื่อสารเปลี่ยนจากการโทรด้วยเสียงเป็นการส่งข้อความมากขึ้น เนื่องจากมีการรวมฟีเจอร์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน

