← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เส้นทางถนนในเขตสงวนอินเดียน (สหรัฐอเมริกา)

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นส่วนหนึ่งของระบบถนนของสำนักงานกิจการอินเดียน (BIA) ในสหรัฐอเมริกา
  • ใช้ป้ายสัญลักษณ์รูปหัวลูกศรชี้ลงในการระบุเส้นทาง
  • ในอดีตหมายถึงเครือข่ายเส้นทางเดินเท้าของชนพื้นเมืองที่ใช้เพื่อการค้าและการอพยพ
  • มีการแบ่งส่วนเส้นทาง (Sections) เพื่อความแม่นยำในการรายงานข้อมูลทางวิศวกรรมและเขตการปกครอง

เส้นทางถนนในเขตสงวนอินเดียน (Indian route) คือประเภทของถนนสายรองที่มีหมายเลขกำกับ ซึ่งพบได้ในเขตสงวนอินเดียน (Indian reservations) บางแห่งในสหรัฐอเมริกา ถนนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบถนนของสำนักงานกิจการอินเดียน (Bureau of Indian Affairs หรือ BIA) ซึ่งครอบคลุมถนนที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง ถนนที่ได้รับทุนสนับสนุนภายในหรือในท้องถิ่น ถนนจากกองทุนทรัสต์ทางหลวง ถนนสาธารณะของเผ่า ถนนของเคาน์ตี้หรือทาวน์ชิป รวมถึงส่วนหนึ่งของระบบทางหลวงรัฐและถนนสาธารณะของหน่วยงานรัฐบาลกลางอื่น ๆ

ลักษณะและการจัดการ

เส้นทางเหล่านี้จะใช้ป้ายสัญลักษณ์รูปหัวลูกศรชี้ลง ซึ่งการออกแบบอาจแตกต่างกันไปตามรัฐหรือเขตสงวนนั้น ๆ การบำรุงรักษาถนนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน โดยอาจเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานกิจการอินเดียน (BIA) หรือรัฐบาลของชนเผ่า (Tribal nation) หรือทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน

หมายเลขเส้นทางของ BIA จะถูกนำไปใช้ในป้ายบอกทาง แผนที่ แผนงาน รายงาน และบันทึกต่าง ๆ ของสำนักงานเพื่อใช้ในการระบุเส้นทางอย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากมีเส้นทางแยก (Spur) ที่แยกออกจากเส้นทางหลัก เส้นทางแยกนั้นจะได้รับหมายเลขเส้นทางเป็นของตนเอง

ป้ายสัญลักษณ์เส้นทางอินเดียนหมายเลข 18
ตัวอย่างป้ายสัญลักษณ์เส้นทางอินเดียน (Indian Route)
ถนนเส้นทางอินเดียนหมายเลข 2 ในรัฐแอริโซนา
ทัศนียภาพของถนน Indian Route 2 บนถนน Leupp-Oraibi ในรัฐแอริโซนา

ประวัติศาสตร์ของเส้นทางอินเดียน

ในเชิงประวัติศาสตร์ คำว่า "เส้นทางอินเดียน" หมายถึงเครือข่ายเส้นทางเดินเท้าที่กว้างขวางซึ่งชนพื้นเมืองใช้ในการทำสงคราม การค้า และการอพยพ ก่อนที่จะมีการสร้างทางรถไฟและทางหลวงในเวลาต่อมา

เส้นทางเหล่านี้มักถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่สูงหรือตามแนวสันเขา เพื่อให้ดินแห้งเร็วหลังฝนตกและลดการข้ามลำธาร โดยมักจะใช้ช่องเขาสำคัญในการเชื่อมต่อลุ่มน้ำต่าง ๆ ส่วนเส้นทางที่เดินทางข้ามแม่น้ำมักจะเดินตามแนว Fall Line (แนวที่ระดับความสูงของพื้นที่เปลี่ยนอย่างฉับพลัน)

การระบุเส้นทางในอดีตมักอาศัยประเพณีมุขปาฐะ (Oral tradition) เป็นหลัก โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากบันทึกการสำรวจที่ดิน แผนที่เคาน์ตี้เก่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์จากนักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเส้นทางสำคัญในอดีต ได้แก่:

  • เส้นทางอิโรควอยส์ (Iroquois trail): เส้นทางที่มุ่งหน้าขึ้นไปตามแม่น้ำโมฮอว์ก
  • เส้นทางมหาบุรุษนักรบ (Great Warrior Path): เชื่อมต่อปากแม่น้ำไซโอโต (Scioto River) กับช่องเขาคัมเบอร์แลนด์ (Cumberland Gap) และพื้นที่เทนเนสซี
  • เส้นทางชิกะซอว์-โชกทอว์ (Chickasaw-Choctaw Trail): ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเส้นทางแนทเชซเทรซ (Natchez Trace) ที่มีชื่อเสียง
  • เส้นทางออคานีชี (Occaneechi Trail): จากพื้นที่ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่รัฐแคโรไลนา

การแบ่งส่วนเส้นทางในปัจจุบัน

เส้นทางอินเดียนในปัจจุบันจะถูกแบ่งออกเป็น "ส่วน" (Sections) ซึ่งแต่ละส่วนจะแทนช่วงของถนนที่ถูกกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยปกติจะใช้หมายเลข 10, 20, 30 และเรียงลำดับตามทิศทางการเดินทาง

ป้ายบอกทางเส้นทางอินเดียนหมายเลข 1300
ป้ายระบุหมายเลขเส้นทางอินเดียนในพื้นที่

การแบ่งส่วนเส้นทางจะเกิดขึ้นเมื่อจำเป็นต้องรายงานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของถนน โดยจะมีการกำหนดจุดตัดส่วน (Section break) เมื่อเกิดกรณีดังต่อไปนี้:

  • เส้นทางข้ามเขตแดนรัฐ
  • เส้นทางข้ามเขตแดนเคาน์ตี้
  • เส้นทางข้ามเขตแดนเขตสงวน
  • เส้นทางข้ามเขตเลือกตั้งของสภาคองเกรส
  • จุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของสะพาน
  • การเปลี่ยนแปลงประเภทของพื้นผิวถนน
  • การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการก่อสร้างถนน
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพถนนอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ช่วงสะพานหลักและทางเชื่อมสะพานทั้งหมดจะถูกนับรวมเป็นส่วนเดียว

คำถามที่พบบ่อย

Indian route คืออะไร?

คือถนนสายรองที่มีหมายเลขกำกับซึ่งตั้งอยู่ในเขตสงวนอินเดียนในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบถนนที่ดูแลโดยสำนักงานกิจการอินเดียน (BIA)

ใครเป็นผู้ดูแลรักษาถนนเหล่านี้?

การบำรุงรักษาขึ้นอยู่กับพื้นที่ โดยอาจเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานกิจการอินเดียน (BIA) รัฐบาลของชนเผ่า หรือทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน

ป้ายสัญลักษณ์ของ Indian route มีลักษณะอย่างไร?

เป็นรูปโล่ที่มีหัวลูกศรชี้ลง ซึ่งการออกแบบอาจแตกต่างกันไปตามรัฐหรือเขตสงวน

ทำไมต้องมีการแบ่งส่วนเส้นทาง (Sections)?

เพื่อให้สามารถรายงานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของถนน เช่น การข้ามเขตแดน การเปลี่ยนพื้นผิวถนน หรือการก่อสร้างสะพาน ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ