โรคคีนบ็อก ภาวะกระดูกพระจันทร์เสี้ยวตายจากการขาดเลือด
สรุปใจความสำคัญ
- โรคคีนบ็อกคือภาวะกระดูกลูเนต (Lunate) ในข้อมือตายจากการขาดเลือด
- สาเหตุอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ข้อมือ หรือความยาวของกระดูกปลายแขนที่ไม่สมดุล (Negative Ulnar Variance)
- การแบ่งระยะของ Lichtman ถูกใช้เพื่อระบุความรุนแรงของโรคตั้งแต่ระยะที่ 1 (ปกติ) จนถึงระยะที่ 4 (ข้อเสื่อม)
- การรักษาแตกต่างกันตามระยะของโรค ตั้งแต่การฟื้นฟูหลอดเลือด การลดความยาวกระดูกเรเดียส ไปจนถึงการผ่าตัดนำกระดูกข้อมือออก
โรคคีนบ็อก (Kienböck's disease) คือความผิดปกติของกระดูกข้อมือที่เกิดจากภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด (Avascular Necrosis) ของกระดูกลูเนต (Lunate bone) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระดูกกลุ่มคาร์พัล (Carpal bones) ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกเรเดียส (Radius) ของปลายแขนกับกระดูกข้อมือส่วนอื่น ๆ โรคนี้ถูกตั้งชื่อตาม ดร. โรเบิร์ต คีนบ็อก (Dr. Robert Kienböck) รังสีแพทย์ชาวเวียนนา ประเทศออสเตรีย ผู้ซึ่งบรรยายลักษณะของภาวะกระดูกอ่อนตัว (Osteomalacia) ของกระดูกลูเนตเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1910

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุที่แน่ชัดของโรคคีนบ็อกยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกลูเนต ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นดังนี้:
- การบาดเจ็บ (Trauma): การได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อมือ เช่น กระดูกหักแบบเปิด อาจทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกลูเนตฉีกขาด
- ความแตกต่างของความยาวกระดูกปลายแขน (Ulnar Variance): ภาวะที่กระดูกอัลนา (Ulna) สั้นกว่ากระดูกเรเดียส (Radius) หรือที่เรียกว่า "Negative Ulnar Variance" เชื่อว่าส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่กระดูกลูเนตมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือด
- ความผิดปกติของหลอดเลือด: ความแปรผันทางกายวิภาคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกลูเนตในแต่ละบุคคล ทำให้บางรายมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากหลอดเลือดหลักเส้นใดเส้นหนึ่งถูกทำลาย
ข้อมูลทางสถิติระบุว่าโรคนี้มักเกิดขึ้นกับมือข้างที่ถนัด แม้ว่าจะมีผู้ป่วยบางส่วนที่เกิดกับมือข้างที่ไม่ถนัด หรือเกิดทั้งสองข้างในกรณีที่พบได้น้อยมาก นอกจากนี้ โรคคีนบ็อกยังถูกจัดเป็น "โรคหายาก" (Rare disorder) โดยในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยน้อยกว่า 200,000 คน
การวินิจฉัยและการแบ่งระยะของโรค
การวินิจฉัยโรคคีนบ็อกอาศัยการถ่ายภาพทางรังสี โดยระบบการแบ่งระยะที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ การแบ่งระยะของ Lichtman (Lichtman Classification) ซึ่งนำเสนอในปี ค.ศ. 1977 เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาและเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก:
| ระยะ (Stage) | ลักษณะทางรังสีวิทยา |
|---|---|
| ระยะที่ I | ภาพเอกซเรย์ปกติ แต่อาจพบรอยหักของกระดูกลูเนต หรือตรวจพบความผิดปกติผ่าน MRI |
| ระยะที่ II | พบภาวะกระดูกแข็งตัว (Sclerosis) ของกระดูกลูเนต โดยที่กระดูกยังไม่ยุบตัว (ปรากฏเป็นจุดสีขาวสว่างในภาพเอกซเรย์) |
| ระยะที่ IIIA | กระดูกลูเนตเริ่มยุบตัวและแตกหัก โดยกระดูกแคปิเทต (Capitate) เริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาแนวระนาบด้านบน (Proximal migration) |
| ระยะที่ IIIB | กระดูกลูเนตยุบตัวและแตกหัก พร้อมกับการเคลื่อนตัวของกระดูกแคปิเทต และพบภาวะข้อติดในท่าก้ม (Fixed flexion deformity) ของกระดูกสแคฟฟอยด์ (Scaphoid) |
| ระยะที่ IV | มีการแตกหักของกระดูกลูเนตอย่างรุนแรง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อต่อ (Arthritic changes) ทั้งในส่วน radiocarpal และ midcarpal |
แนวทางการรักษา
การรักษาโรคคีนบ็อกมีความซับซ้อนและไม่มีวิธีการรักษาเดียวที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกคน การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความอดทนต่อความเจ็บปวด และเป้าหมายในการกลับไปใช้งานมือของผู้ป่วย
การรักษาในระยะเริ่มต้น
หากกระดูกลูเนตยังคงรูปทรงเดิมแต่ MRI แสดงว่าขาดเลือด แพทย์อาจพยายาม การฟื้นฟูหลอดเลือด (Revascularization) โดยการปลูกถ่ายกระดูก (Bone graft) หรือการใช้เครื่องกระตุ้นกระดูกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound Bone Stimulator) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
การรักษาตามปัจจัยทางกายวิภาค
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะ Negative Ulnar Variance (กระดูกอัลนาสั้นกว่าปกติ) แพทย์อาจทำการผ่าตัด ลดความยาวกระดูกเรเดียส (Radial Shortening) โดยการตัดกระดูกเรเดียสออกบางส่วน (ประมาณ 2-5 มม.) และยึดด้วยแผ่นไทเทเนียม เพื่อลดแรงกดทับที่กระดูกลูเนต
การรักษาในระยะรุนแรง
เมื่อโรคดำเนินไปถึงระยะที่ 3 ซึ่งกระดูกลูเนตแตกหักและก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง การรักษาอาจเป็นการผ่าตัดนำกระดูกลูเนตออก หรือการผ่าตัด Proximal Row Carpectomy (PRC) ซึ่งเป็นการนำกระดูกแถวบนของข้อมือ (ลูเนต, สแคฟฟอยด์ และไตรคิวทรัม) ออกทั้งหมด วิธีนี้ช่วยลดความเจ็บปวดได้ดี แต่อาจทำให้ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อมือลดลง
คำถามที่พบบ่อย
โรคคีนบ็อกเกิดจากอะไร?
สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเกิดจากการขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกลูเนต ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อมือ หรือโครงสร้างกระดูกปลายแขนที่ผิดปกติ (กระดูกอัลนาสั้นกว่ากระดูกเรเดียส)
อาการของโรคคีนบ็อกเป็นอย่างไร?
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดข้อมือและอาจมีการจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อมือ โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามระยะของโรคที่กระดูกเริ่มยุบตัวและแตกหัก
การรักษาโรคคีนบ็อกสามารถหายขาดได้หรือไม่?
การรักษาขึ้นอยู่กับระยะที่ตรวจพบ หากตรวจพบในระยะแรกอาจสามารถฟื้นฟูหลอดเลือดได้ แต่ในระยะรุนแรงเป้าหมายของการรักษาจะเป็นการลดความเจ็บปวดและรักษาการใช้งานของข้อมือให้ได้มากที่สุด
ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้?
มักพบในผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือ หรือผู้ที่มีโครงสร้างกระดูกปลายแขนแบบ Negative Ulnar Variance และมักเกิดกับมือข้างที่ถนัดมากกว่า