คดีสถาบัน Knight First Amendment กับ ทรัมป์ การใช้โซเชียลมีเดียในฐานะพื้นที่สาธารณะ
สรุปใจความสำคัญ
- ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เขต 2 วินิจฉัยว่าบัญชี Twitter ของทรัมป์เป็นพื้นที่สาธารณะดิจิทัล
- การบล็อกผู้ใช้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองถือเป็นการละเมิดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1
- ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกเลิกคำตัดสินในปี 2021 เนื่องจากทรัมป์พ้นจากตำแหน่ง ทำให้คดีสิ้นสุดลง (Moot)
- คดีนี้เป็นรากฐานให้เกิดการตีความเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐบนโซเชียลมีเดียในคดี Lindke v. Freed
คดีสถาบัน Knight First Amendment กับ ทรัมป์ (Knight First Amendment Institute v. Trump, 928 F.3d 226) เป็นคดีสำคัญในศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขต 2 (U.S. Court of Appeals for the Second Circuit) ที่พิจารณาประเด็นการใช้โซเชียลมีเดียในฐานะ "พื้นที่สาธารณะ" (Public Forum) โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บล็อกผู้ใช้งาน Twitter หลายรายผ่านบัญชีส่วนตัว @realDonaldTrump

ที่มาของคดี
โจทก์ในคดีนี้ประกอบด้วยกลุ่มผู้ใช้ Twitter ได้แก่ Philip N. Cohen, Eugene Gu, Holly Figueroa O'Reilly, Nicholas Pappas, Joseph M. Papp, Rebecca Buckwalter-Poza และ Brandon Neely ซึ่งถูกบัญชี @realDonaldTrump บล็อก โดยมีสถาบัน Knight First Amendment Institute แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นผู้สนับสนุนทางกฎหมายและร่วมเป็นโจทก์ในคดี
ฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่า บัญชี Twitter ของประธานาธิบดีทรัมป์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะ และการที่เจ้าหน้าที่รัฐทำการบล็อกผู้ใช้งานที่มีความเห็นต่างถือเป็นการละเมิด การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 (First Amendment) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ยังระบุว่าข้อความที่โพสต์ผ่านบัญชีดังกล่าวถือเป็น "แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ" (Official Statements)
คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2018 ผู้พิพากษา Naomi Reice Buchwald แห่งศาลแขวงภาคใต้ของนิวยอร์ก (District Court for the Southern District of New York) ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยวินิจฉัยว่าการบล็อกผู้ใช้งานของทรัมป์นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ศาลระบุว่าบัญชี @realDonaldTrump มีลักษณะเป็น "บัญชีประธานาธิบดี" มากกว่าจะเป็น "บัญชีส่วนตัว" เนื่องจากถูกใช้เพื่อสื่อสารนโยบายและดำเนินกิจการของรัฐ ดังนั้น การกีดกันบุคคลออกจากพื้นที่นี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิในการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะที่ถูกกำหนดไว้ (Designated Public Forum)
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และการยื่นต่อศาลฎีกา
ในเดือนกรกฎาคม 2019 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขต 2 ได้ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยชี้ว่าทรัมป์ใช้บัญชี Twitter เพื่อดำเนินกิจการของรัฐบาลตามที่ได้แจ้งต่อสาธารณะ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถบล็อกชาวอเมริกันโดยใช้เกณฑ์ "ทัศนคติหรือมุมมองทางเมือง" (Viewpoint Discrimination) ได้
ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2020 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) เพื่อขอให้พิจารณาว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 ได้พรากสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมบัญชี Twitter ส่วนตัวหรือไม่ ในกรณีที่บัญชีนั้นถูกใช้เพื่อประกาศการดำเนินการและนโยบายอย่างเป็นทางการเพียงบางส่วน
บทสรุปและการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย
ในปี 2021 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกคำตัดสิน (Vacated) เนื่องจากหลักการ Mootness Doctrine หรือการที่ข้อพิพาทสิ้นสุดลงในทางปฏิบัติ เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีและโจ ไบเดน เข้ามารับตำแหน่งแทน ทำให้ประเด็นการบล็อกบัญชีโดยทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีไม่มีผลทางกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยต่อ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดจากคดีนี้ได้รับการขยายความและปรับปรุงในคำตัดสินของศาลฎีกาในคดีต่อๆ มา เช่น คดี Lindke v. Freed ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น โดยใช้การทดสอบสองขั้นตอน (Two-pronged test) เพื่อดูว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ "ใช้อำนาจหน้าที่จริง" และ "อ้างว่าใช้อำนาจหน้าที่" ในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียนั้นหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมศาลถึงมองว่าบัญชี Twitter ส่วนตัวของประธานาธิบดีเป็นพื้นที่สาธารณะ?
เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ใช้บัญชีดังกล่าวในการประกาศนโยบาย แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ และดำเนินกิจการของรัฐ ซึ่งทำให้บัญชีนี้มีสถานะเป็นช่องทางสื่อสารของรัฐมากกว่าบัญชีส่วนตัว
ผลลัพธ์สุดท้ายของคดีนี้ในศาลฎีกาเป็นอย่างไร?
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ไม่ได้ตัดสินในเนื้อหาของคดี แต่สั่งยกเลิกคำตัดสินเดิมเนื่องจากทรัมป์พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ทำให้ข้อพิพาทในคดีนี้ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะต้องพิจารณาต่อ (Moot)
คดีนี้ส่งผลต่อเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ อย่างไร?
คดีนี้และคดีที่ตามมาอย่าง Lindke v. Freed ทำให้เกิดบรรทัดฐานว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะบล็อกผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้ก็ต่อเมื่อบัญชีนั้นเป็นบัญชีส่วนตัวอย่างแท้จริง และไม่ได้ถูกใช้เพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจรัฐในทางเป็นทางการ

