← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ลีโอ มาร์กส นักถอดรหัสและนักเขียนผู้มีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่สอง

สรุปใจความสำคัญ

  • ลีโอ มาร์กส เป็นหัวหน้าสำนักงานรหัสลับของหน่วย SOE ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  • เขามีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงระบบการเข้ารหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับสายลับในยุโรป
  • เขาเป็นผู้แต่งบทกวี 'The Life That I Have' ซึ่งถูกใช้เป็นรหัสลับและต่อมามีชื่อเสียงในภาพยนตร์
  • หลังสงครามเขาเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อดัง โดยมีผลงานที่โดดเด่นคือเรื่อง Peeping Tom

ลีโอ มาร์กส (Leopold Samuel Marks; 24 กันยายน 1920 – 15 มกราคม 2001) เป็นนักเขียน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ และนักถอดรหัสชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักงานรหัสลับที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่สายลับในยุโรปที่ถูกยึดครอง ภายใต้หน่วยงานลับที่ชื่อว่า Special Operations Executive (SOE)

หลังสิ้นสุดสงคราม มาร์กสได้ผันตัวมาเป็นนักเขียนบทละครและบทภาพยนตร์ ซึ่งเขามักจะนำประสบการณ์ด้านการถอดรหัสในช่วงสงครามมาใช้ในผลงานของเขา หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Peeping Tom ซึ่งกำกับโดย ไมเคิล พาวเวลล์ แม้ว่าในตอนแรกภาพยนตร์เรื่องนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออาชีพของพาวเวลล์อย่างรุนแรง แต่ในเวลาต่อมา มาร์ติน สกอร์เซซี ได้ยกย่องว่าผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ

ในช่วงบั้นปลายชีวิตในปี 1998 มาร์กสได้ตีพิมพ์หนังสือ Between Silk and Cyanide ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัวเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาในช่วงสงคราม โดยในหนังสือเล่มนี้เขาได้วิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของผู้นำในหน่วย SOE อย่างตรงไปตรงมา

ชีวิตช่วงต้น

มาร์กสเกิดในครอบครัวชาวยิวที่เคร่งครัด เขาเป็นบุตรของเบนจามิน มาร์กส เจ้าของร่วมของร้านหนังสือเก่า Marks & Co บนถนน Charing Cross ในลอนดอน มาร์กสเริ่มสนใจด้านการถอดรหัสตั้งแต่วัยเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น "The Gold-Bug" ของ เอ็ดการ์ แอลลัน โพ ซึ่งบิดาของเขาเป็นผู้แนะนำให้รู้จัก

เขาสามารถแสดงทักษะในการถอดรหัสได้ตั้งแต่เด็ก โดยการถอดรหัสราคาลับที่บิดาเขียนไว้ในปกหนังสือ ซึ่งร้านหนังสือแห่งนี้ต่อมามีชื่อเสียงจากการเป็นฉากหลังของหนังสือเรื่อง 84, Charing Cross Road ซึ่งเขียนขึ้นจากจดหมายโต้ตอบระหว่างนักเขียนชาวอเมริกัน เฮเลน แฮนฟ์ และแฟรงก์ โดเอล ผู้ซื้อหนังสือหลักของร้าน

บทบาทด้านการถอดรหัสในสงครามโลกครั้งที่สอง

มาร์กสถูกเกณฑ์เข้ากองทัพบกอังกฤษในเดือนมกราคม 1942 และได้รับการฝึกฝนเป็นนักถอดรหัส ซึ่งเขาสามารถแสดงความสามารถที่โดดเด่นโดยการทำงานถอดรหัสที่ปกติใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ให้เสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่ถูกส่งไปยัง Bletchley Park ซึ่งเป็นศูนย์ถอดรหัสหลักของอังกฤษ แต่มาร์กสกลับถูกมองว่าเป็นคนไม่เข้าพวก (misfit) เขาจึงถูกส่งไปยังหน่วย Special Operations Executive (SOE) ที่ถนน Baker Street ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกสายลับให้ปฏิบัติการหลังแนวรบของศัตรูและช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านในยุโรป

การพัฒนาระบบรหัสลับ

หนึ่งในภารกิจแรกของมาร์กสคือการยกเลิกการใช้รหัสแบบ double transposition ciphers ที่ใช้กุญแจรหัสเป็นบทกวี เนื่องจากรหัสประเภทนี้มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยต่ำ ข้อความสั้นๆ ถูกถอดรหัสได้ง่าย และความซับซ้อนของวิธีการทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการเข้ารหัสได้บ่อยครั้ง

มาร์กสได้นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้ "worked-out keys" และเขาได้รับการยอมรับว่ามีส่วนในการคิดค้น letter one-time pad แม้ว่าในภายหลังเขาจะพบว่าวิธีนี้มีการใช้งานอยู่แล้วที่ Bletchley Park

การใช้บทกวีเป็นรหัสลับ

แม้ว่าเขาจะพยายามลดการใช้รหัสบทกวีให้เหลือเพียงกรณีฉุกเฉิน แต่มาร์กสได้ปรับปรุงความปลอดภัยโดยส่งเสริมให้ใช้บทกวีที่แต่งขึ้นใหม่แทนบทกวีที่มีชื่อเสียง เพื่อให้ฝ่ายวิเคราะห์รหัสลับของศัตรูทำงานได้ยากขึ้น

มาร์กสได้แต่งบทกวีหลายบทเพื่อใช้เป็นรหัสลับสำหรับสายลับ ซึ่งบทที่โด่งดังที่สุดคือ "The Life That I Have" ที่เขามอบให้กับสายลับ วีโอเล็ตต์ ซาโบ (Violette Szabo) บทกวีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Carve Her Name With Pride (1958) โดยมาร์กสระบุในหนังสือของเขาว่าเขาแต่งบทกวีนี้ในช่วงคริสต์มาสปี 1943 เพื่อระลึกถึง รูธ แฟนสาวของเขาที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในแคนาดา

การจัดการกับข้อความที่ถอดรหัสไม่ได้ (Indecipherables)

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจจับสัญญาณวิทยุของเกสตาโป (Gestapo) ทำให้สายลับที่ส่งสัญญาณวิทยุในฝรั่งเศสมีความเสี่ยงสูงและมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 6 สัปดาห์ การส่งข้อความที่สั้นและถี่น้อยลงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อสายลับเกิดข้อผิดพลาดในการเข้ารหัส มักจะมีการแจ้งให้ส่งข้อความซ้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้สายลับถูกจับกุม มาร์กสจึงได้จัดตั้งและฝึกฝนทีมงานที่ Grendon Underwood ในบัคกิงแฮมเชียร์ เพื่อวิเคราะห์และกู้คืนข้อความที่ผิดพลาดหรือ "ถอดรหัสไม่ได้" (indecipherables) เพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลได้จากฝั่งอังกฤษ โดยไม่ต้องบังคับให้สายลับในพื้นที่เสี่ยงต้องส่งข้อความซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย

ลีโอ มาร์กส ทำงานให้กับหน่วยงานใดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง?

เขาทำงานให้กับหน่วย Special Operations Executive (SOE) โดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักงานรหัสลับเพื่อสนับสนุนสายลับในยุโรป

ทำไม ลีโอ มาร์กส ถึงไม่ถูกส่งไปทำงานที่ Bletchley Park?

เขามีความสามารถในการถอดรหัสสูงมาก แต่ถูกมองว่าเป็นคนไม่เข้าพวก (misfit) จึงถูกส่งไปยังหน่วย SOE แทน

ผลงานเขียนที่สำคัญของ ลีโอ มาร์กส หลังสงครามคืออะไร?

เขาเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Peeping Tom และเขียนหนังสือบันทึกประสบการณ์สงครามเรื่อง Between Silk and Cyanide

บทกวี 'The Life That I Have' มีที่มาอย่างไร?

มาร์กสแต่งบทกวีนี้ในช่วงคริสต์มาสปี 1943 เพื่อระลึกถึง รูธ แฟนสาวของเขาที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในแคนาดา