สถาบันลิกเตนสไตน์ ศูนย์วิจัยวิชาการแห่งรัฐลิกเตนสไตน์
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1986 โดย Gerard Batliner
- เป็นสถาบันวิจัยที่ไม่มอบปริญญา แต่มีสถานะเป็นสถาบันที่มีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัยตามกฎหมายลิกเตนสไตน์
- มุ่งเน้นการวิจัย 4 ด้านหลัก: ประวัติศาสตร์, การเมือง, กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ของลิกเตนสไตน์
- เป็นผู้ดูแลพจนานุกรมประวัติศาสตร์แห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ฉบับออนไลน์ (eHLFL)
สถาบันลิกเตนสไตน์ (เยอรมัน: Liechtenstein-Institut) เป็นศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์และสถาบันวิชาการที่ตั้งอยู่ในเมืองกัมพริน-เบนเดิร์น (Gamprin-Bendern) ประเทศลิกเตนสไตน์ โดยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐลิกเตนสไตน์โดยเฉพาะ
ประวัติและการดำเนินงาน
สถาบันลิกเตนสไตน์ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1986 ซึ่งตรงกับวันชาติของราชรัฐลิกเตนสไตน์ โดยการริเริ่มของ Gerard Batliner เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับประเทศ

ในด้านโครงสร้างทางกฎหมาย สถาบันแห่งนี้จัดตั้งขึ้นในรูปแบบสมาคมไม่แสวงหาผลกำไรตามกฎหมายแพ่งและกฎหมายบริษัทของลิกเตนสไตน์ แม้ว่าสถาบันจะไม่ได้มอบปริญญาบัตรหรือมีการเรียนการสอนในชั้นเรียนพื้นฐานเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาระดับอุดมศึกษาของราชรัฐลิกเตนสไตน์ สถาบันลิกเตนสไตน์ได้รับการยอมรับว่าเป็น สถาบันที่มีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัย (university-like institution) โดยทำหน้าที่จัดสัมมนา การบรรยาย และการนำเสนอในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับประเทศ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 สถาบันได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่อาคารซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านพักบาทหลวงบนเนินเขาโบสถ์ในเบนเดิร์น ในช่วงแรกของการก่อตั้ง สถาบันพึ่งพาเงินบริจาคจากภาคเอกชนเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณถึงสองในสามของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ขอบเขตการวิจัย
สถาบันลิกเตนสไตน์ดำเนินงานวิจัยใน 4 สาขาหลัก ดังนี้:
- ด้านประวัติศาสตร์: มุ่งเน้นการศึกษาช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง และการเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์เหนือดินแดนปัจจุบัน นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 สถาบันยังรับผิดชอบการจัดทำพจนานุกรมประวัติศาสตร์แห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ฉบับออนไลน์ (eHLFL) ซึ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงได้ฟรีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2018
- ด้านรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์: ศึกษาเกี่ยวกับระบบการเมืองของลิกเตนสไตน์และประเด็นการรวมกลุ่มของยุโรป โดยเฉพาะในบริบทที่ลิกเตนสไตน์เป็นสมาชิกของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)
- ด้านนิติศาสตร์: เน้นการศึกษากฎหมายมหาชน โดยเฉพาะกฎหมายปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสถาบันได้เผยแพร่คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ฉบับออนไลน์แบบเปิด (Open Access) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016
- ด้านเศรษฐศาสตร์: ศึกษาเศรษฐศาสตร์ของรัฐขนาดเล็ก (Small State Economics) การคลังสาธารณะ และการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค โดยสถาบันได้สร้างดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ดัชนีวัฏจักรธุรกิจ KonSens และการประมาณการ GDP ที่นอกเหนือจากข้อมูลทางการของรัฐ
ผลงานวิจัยของสถาบันจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบหนังสือและบทความในวารสารวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ฟรีผ่านฐานข้อมูลออนไลน์ของสถาบัน นอกจากนี้ สถาบันยังจัดทำรายงานและผลสำรวจให้กับรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และเทศบาลต่างๆ ของลิกเตนสไตน์
ห้องสมุดและเครือข่ายวิชาการ
สถาบันมีห้องสมุดเฉพาะทางที่รวบรวมทรัพยากรด้านประวัติศาสตร์ กฎหมาย การเมือง และเศรษฐศาสตร์ โดยเน้นข้อมูลเกี่ยวกับลิกเตนสไตน์เป็นหลัก ห้องสมุดนี้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าใช้บริการเพื่อการค้นคว้าภายในสถานที่เท่านั้น (ไม่อนุญาตให้ยืมหนังสือออก) และระบบแคตตาล็อกของห้องสมุดได้ถูกรวมเข้ากับระบบแคตตาล็อกกลางของห้องสมุดทั่วประเทศลิกเตนสไตน์
นอกจากนี้ สถาบันลิกเตนสไตน์ยังเป็นสมาชิกของ สมาคมมหาวิทยาลัยลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein University Association) ร่วมกับมหาวิทยาลัยลิกเตนสไตน์ (University of Liechtenstein) และมหาวิทยาลัยเอกชนในราชรัฐลิกเตนสไตน์ (UFL) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อย
สถาบันลิกเตนสไตน์แตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างไร?
สถาบันลิกเตนสไตน์เป็นศูนย์วิจัยทางวิชาการที่ไม่มอบปริญญาบัตรและไม่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียนพื้นฐาน แต่ทำหน้าที่จัดสัมมนา การบรรยาย และการวิจัยเชิงลึก ซึ่งตามกฎหมายแล้วถือเป็นสถาบันที่มีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัย
ใครสามารถเข้าใช้บริการห้องสมุดของสถาบันได้บ้าง?
บุคคลภายนอกสามารถเข้าใช้บริการห้องสมุดเฉพาะทางของสถาบันเพื่อการค้นคว้าข้อมูลภายในสถานที่ได้ แต่ไม่สามารถยืมหนังสือหรือทรัพยากรออกนอกห้องสมุดได้
สถาบันลิกเตนสไตน์ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากที่ใด?
ในช่วงแรกก่อตั้งสถาบันพึ่งพาเงินบริจาคจากเอกชน แต่ในปัจจุบันได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวนสองในสามของงบประมาณทั้งหมด
