← กลับไปยังบทความทั้งหมด

มานูเอล ร็อกซัส ประธานาธิบดีผู้บุกเบิกสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สาม

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สาม (Independent Third Philippine Republic)
  • สอบผ่านเนติบัณฑิตได้คะแนนสูงสุดในประเทศในปี ค.ศ. 1913
  • ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของฟิลิปปินส์ติดต่อกันเป็นเวลา 12 ปี
  • เป็นผู้นำกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

มานูเอล ร็อกซัส (Manuel Roxas) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 ของฟิลิปปินส์ โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1948 เขาเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองฟิลิปปินส์ โดยทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเครือจักรภพฟิลิปปินส์ (Commonwealth of the Philippines) และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สาม (Independent Third Philippine Republic) หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้มอบเอกราชให้แก่ฟิลิปปินส์

มานูเอล ร็อกซัส
มานูเอล ร็อกซัส ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

มานูเอล ร็อกซัส เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1892 ในเมืองคาปิซ (ปัจจุบันคือเมืองร็อกซัส) โดยเป็นบุตรของเฆราร์โด ร็อกซัส และโรซาริโอ อะคูญ่า เขาเป็นเด็กที่เกิดหลังบิดาเสียชีวิต เนื่องจากบิดาของเขาถูกทหารรักษาการณ์สเปน (Guardia Civil) สังหารในปีหนึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเกิด เขาจึงเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของมารดาและตา

ร็อกซัสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนรัฐบาลในเมืองคาปิซ และเคยไปศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์โจเซฟในฮ่องกงตอนอายุ 12 ปี แต่ด้วยความคิดถึงบ้าน เขาจึงกลับมาเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมมะนิลา (Manila High School) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมในปี ค.ศ. 1909

เขาเริ่มศึกษากฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายเอกชนที่ก่อตั้งโดย จอร์จ เอ. มัลคอล์ม และต่อมาได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ (University of the Philippines College of Law) โดยเขาได้รับเลือกให้เป็นประธานชั้นเรียนและประธานสภานักศึกษา ในปี ค.ศ. 1913 เขาจบการศึกษากฎหมายด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (Valedictorian) และสอบผ่านเนติบัณฑิตได้คะแนนสูงสุดในประเทศ (92%) ซึ่งทำให้เขาได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายฟิลิปปินส์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติ

มานูเอล ร็อกซัส ในวัยเยาว์
มานูเอล ร็อกซัส ในช่วงวัยหนุ่ม

เส้นทางการเมือง

ร็อกซัสเริ่มต้นเส้นทางการเมืองในระดับท้องถิ่น โดยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองคาปิซในปี ค.ศ. 1917 และต่อมาได้กลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคาปิซที่อายุน้อยที่สุดในปี ค.ศ. 1919 ถึง 1922

ในปี ค.ศ. 1922 เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกันเป็นเวลา 12 ปี นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในสภาร่างรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1934 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ และประธานบริษัทพัฒนาแห่งชาติ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ร็อกซัสได้รับยศเป็นพลจัตวาในกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกไกล (USAFFE) และเป็นผู้นำกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำทางทหารและทางการเมือง

มานูเอล ร็อกซัส ประธานสภาผู้แทนราษฎร
มานูเอล ร็อกซัส ในขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและการเรียกร้องเอกราช

ร็อกซัสเป็นสมาชิกของพรรค Nacionalista ซึ่งเป็นพรรคที่นำโดยกลุ่มชนชั้นนำ (Hacendado) ที่ครอบครองที่ดินจำนวนมาก ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาเรื่องการมอบเอกราชให้ฟิลิปปินส์ ร็อกซัสได้เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อล็อบบี้รัฐสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ซึ่งเขากังวลว่าหากได้รับเอกราชทันทีโดยไม่มีข้อตกลงทางภาษีที่เอื้ออำนวย จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างรุนแรง

เขาพยายามสร้างสมดุลระหว่างความต้องการเอกราชและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าฟิลิปปินส์มีความพร้อมในด้านการปกครอง แต่ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นรัฐอิสระเป็นไปอย่างรุ่งเรือง

บทสรุป

มานูเอล ร็อกซัส เป็นผู้นำที่นำพาฟิลิปปินส์ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา สู่การเป็นสาธารณรัฐอิสระ โดยเขามีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คำถามที่พบบ่อย

มานูเอล ร็อกซัส คือใคร?

เขาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 ของฟิลิปปินส์ และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สามหลังจากได้รับเอกราชจากสหรัฐอเมริกา

มานูเอล ร็อกซัส มีบทบาทสำคัญอย่างไรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง?

เขาได้รับยศเป็นพลจัตวาในกองกำลังสหรัฐฯ (USAFFE) และเป็นผูนำกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นที่ต่อสู้เพื่อกู้คืนเอกราชของฟิลิปปินส์

มานูเอล ร็อกซัส ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนานเท่าใด?

เขาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 จนกระทั่งเสียชีวิตในขณะดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 1948