← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แมรี ลาสเซลส์ นักวิชาการวรรณกรรมผู้เชี่ยวชาญด้านเจน ออสเตน และเชกสเปียร์

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมอังกฤษ โดยเฉพาะผลงานของ เจน ออสเตน และ วิลเลียม เชกสเปียร์
  • ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระหว่างปี 1947-1960
  • ได้รับรางวัล Rose Mary Crawshay Prize สองครั้ง (ปี 1940 และ 1982)
  • ได้รับเลือกให้เป็น Fellow ของบริติชอะคาเดมี่ (FBA) ในปี 1962

แมรี แมดจ์ ลาสเซลส์ (Mary Madge Lascelles) เป็นนักวิชาการด้านวรรณกรรมชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียง โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในผลงานของเจน ออสเตน (Jane Austen), วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare), แซมมวล จอห์นสัน (Samuel Johnson) และวอลเตอร์ สก็อตต์ (Walter Scott) เธอมีบทบาทสำคัญในแวดวงวิชาการ โดยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการของวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ (Somerville College) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระหว่างปี ค.ศ. 1947 ถึง 1960 และเป็นอาจารย์ผู้บรรยายรวมถึงตำแหน่ง Reader ในสาขาวรรณกรรมอังกฤษของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจนถึงปี ค.ศ. 1967

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

ลาสเซลส์เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1900 ที่เกาะเกรเนดา ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เป็นบุตรของวิลเลียม โฮเรซ ลาสเซลส์ และแมเดลีน ลาสเซลส์ (นามสกุลเดิม บาร์ตัน) โดยมีปู่คือเฮนรี ลาสเซลส์ เอิร์ลแห่งแฮร์วูด รุ่นที่ 4 ครอบครัวของเธอย้ายกลับมายังอังกฤษเมื่อเธออายุได้ 3 ปี และอาศัยอยู่ในมอนมัธ, ซัฟฟอล์ก และนอร์ฟอล์ก ตามลำดับ

ในด้านการศึกษา ลาสเซลส์เริ่มเรียนอ่านเขียนเมื่ออายุ 8 ปี โดยในช่วงแรกได้รับการสอนจากครูสอนพิเศษ (Governess) ก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนหญิงล้วนเชอร์บอร์น (Sherborne School for Girls) เมื่ออายุ 15 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1919 เธอเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเลดี้มาร์กาเร็ตฮอลล์ (Lady Margaret Hall) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในสาขาวิชาภาษาอังกฤษ โดยมีจาเน็ต สเปนส์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และได้เข้าฟังการบรรยายของวอลเตอร์ ราลี

เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (BA) ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี ค.ศ. 1922 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญเนื่องจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเพิ่งเริ่มอนุญาตให้ผู้หญิงได้รับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 จากนั้นเธอได้ศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาภายใต้การดูแลของจอร์จ สจวร์ต กอร์ดอน และได้รับทุนวิจัยที่วิทยาลัยเวสต์ฟิลด์ (Westfield College) ในปี ค.ศ. 1923 ซึ่งทำให้เธอได้ศึกษาต้นฉบับที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ของ Buik of King Alexander the Conqueror โดยเซอร์ กิลเบิร์ต เฮย์ ณ บริติชมิวเซียม ลาสเซลส์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา Bachelor of Letters (BLitt) ในปี ค.ศ. 1926 และวิทยานิพนธ์ของเธอได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ "Alexander and the Earthly Paradise in Mediaeval English Writings" ในวารสาร Medium Ævum

เส้นทางอาชีพทางวิชาการ

หลังจบการศึกษา ลาสเซลส์เริ่มอาชีพการสอนระยะสั้นที่โรงเรียนเซนต์ลีโอนาร์ดส์ในเมืองเซนต์แอนดรูวส์ ประเทศสกอตแลนด์ ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่วิทยาลัยรอยัลฮอลโลเวย์ (Royal Holloway College) ในลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1936 โดยในช่วงสองปีแรกเธอต้องบรรยายถึง 13 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งหนึ่งในหลักสูตรที่เธอสอนคือเรื่องของเจน ออสเตน

ในปี ค.ศ. 1931 ลาสเซลส์ย้ายกลับมาที่วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในตำแหน่งอาจารย์สอนภาษาและวรรณกรรมอังกฤษ และได้รับเลือกให้เป็น Fellow ของวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1932 โดยเน้นการสอนวรรณกรรมตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปี ค.ศ. 1830 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอยังคงปฏิบัติหน้าที่สอนที่ออกซ์ฟอร์ด รวมถึงการบรรยายให้แก่เหล่านักเรียนนายเรือในวิทยาลัยชาย และทำหน้าที่เป็นเลขานุการหน่วย Home Guard ใกล้บ้านพ่อแม่ของเธอในนอร์ฟอล์กในช่วงปิดภาคเรียน

ระหว่างปี ค.ศ. 1947 ถึง 1960 ลาสเซลส์ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ ภายใต้การนำของเดม จาเน็ต วอห์น ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวรรณกรรมอังกฤษ และดำรงตำแหน่ง Reader ในสาขาดังกล่าวระหว่างปี ค.ศ. 1966 ถึง 1967 ก่อนจะเกษียณอายุจากการทำงานเต็มเวลาในปี ค.ศ. 1967 เนื่องจากปัญหาด้านสายตา และได้รับแต่งตั้งเป็น Honorary Fellow ของวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์

ผลงานทางวิชาการและเกียรติยศ

แม้จะเกษียณจากการสอน แต่ลาสเซลส์ยังคงทำงานวิจัยและตีพิมพ์หนังสืออีก 3 เล่ม ผลงานที่โดดเด่นของเธอ ได้แก่:

  • Jane Austen and Her Art (1939): หนังสือเล่มนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล Rose Mary Crawshay Prize จากบริติชอะคาเดมี่ในปี ค.ศ. 1940
  • Shakespeare's Measure for Measure (1953): บทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับบทละครของเชกสเปียร์
  • The Story-Teller Retrieves the Past (1980): ผลงานที่วิเคราะห์เรื่องนิยายประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Rose Mary Crawshay Prize อีกครั้งในปี ค.ศ. 1982

นอกจากนี้ เธอยังเป็นบรรณาธิการเล่มที่ 9 ของ The Works of Samuel Johnson (A Journey to the Western Island of Scotland) ในปี ค.ศ. 1971 และตีพิมพ์รวมบทวิจารณ์ในชื่อ Notions and Facts: Collected Criticism and Research ในปี ค.ศ. 1973 รวมถึงมีผลงานด้านกวีนิพนธ์ในชื่อ The Adversaries and Other Poems (1971)

ในปี ค.ศ. 1962 ลาสเซลส์ได้รับเลือกให้เป็น Fellow ของบริติชอะคาเดมี่ (Fellow of the British Academy - FBA) ซึ่งเป็นสถาบันระดับชาติสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของสหราชอาณาจักร

บั้นปลายชีวิต

แมรี ลาสเซลส์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1995 ที่เมืองโครเมอร์ นอร์ฟอล์ก ประเทศอังกฤษ ขณะมีอายุได้ 95 ปี โดยเธอได้บริจาคหนังสือจำนวนมากให้แก่ห้องสมุดของวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์

คำถามที่พบบ่อย

แมรี ลาสเซลส์ มีความเชี่ยวชาญในด้านใดเป็นพิเศษ?

เธอเป็นนักวิชาการวรรณกรรมที่เชี่ยวชาญในผลงานของ เจน ออสเตน, วิลเลียม เชกสเปียร์, แซมมวล จอห์นสัน และวอลเตอร์ สก็อตต์

บทบาทของเธอในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดคืออะไร?

เธอเป็นอาจารย์ผู้บรรยาย (Lecturer), Reader ในสาขาวรรณกรรมอังกฤษ และเคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการของวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ (Somerville College) ระหว่างปี 1947-1960

ผลงานเขียนที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือเล่มใด?

ผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ Jane Austen and Her Art (1939) และ The Story-Teller Retrieves the Past (1980) ซึ่งทั้งสองเล่มได้รับรางวัล Rose Mary Crawshay Prize