← กลับไปยังบทความทั้งหมด

รางวัดน้ำแบบมอนทานา

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นรางวัดน้ำที่ดัดแปลงมาจากแบบพาร์แชล โดยตัดส่วนคอคอดและส่วนระบายน้ำออกเพื่อให้มีขนาดกะทัดรัดและราคาถูกลง
  • ใช้จุดวัดระดับน้ำเพียงจุดเดียวในการคำนวณอัตราการไหล (Short-throated flume)
  • ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาวะการไหลแบบจม (Submerged flow) และต้องอาศัยการไหลแบบอิสระ (Free-flow) เพื่อความแม่นยำ
  • มีวัสดุก่อสร้างหลากหลาย ตั้งแต่ไฟเบอร์กลาส สแตนเลส ไปจนถึงคอนกรีต ตามลักษณะของน้ำที่วัด

รางวัดน้ำแบบมอนทานา (Montana Flume) เป็นอุปกรณ์วัดอัตราการไหลของน้ำในทางเปิดที่ได้รับความนิยม โดยเป็นการดัดแปลงมาจากรางวัดน้ำแบบพาร์แชล (Parshall Flume) จุดเด่นสำคัญคือการตัดส่วนคอคอด (Throat) และส่วนระบายน้ำ (Discharge section) ของแบบพาร์แชลออก ส่งผลให้รางวัดน้ำแบบมอนทานามีน้ำหนักเบากว่า มีความยาวสั้นกว่า และมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า

รางวัดน้ำชนิดนี้ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในการวัดปริมาณน้ำผิวดิน, การไหลของน้ำเพื่อการชลประทาน, การระบายน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และการไหลในระบบบำบัดน้ำเสีย

ลักษณะทางเทคนิคและการออกแบบ

รางวัดน้ำแบบมอนทานาจัดอยู่ในกลุ่มรางวัดน้ำแบบคอคอดสั้น (Short-throated flume) ซึ่งมีจุดวัดระดับน้ำเพียงจุดเดียวในส่วนที่บีบตัว (Contracting section) เพื่อนำค่าระดับน้ำมาคำนวณหาอัตราการไหล

การออกแบบของรางวัดน้ำแบบมอนทานามีการกำหนดมาตรฐานสากลภายใต้ ASTM D1941, ISO 9826:1992 และ JIS B7553-1993 นอกจากนี้ยังมีการระบุรายละเอียดไว้ในคู่มือการวัดน้ำของสำนักงานให้การชลประทานแห่งสหรัฐอเมริกา (US Bureau of Reclamation's Water Measurement Manual) และมาตรฐานทางเทคนิค MT199127AG และ MT199128AG โดยมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอนทานา

ปัจจุบันมีการพัฒนาขนาดมาตรฐานของรางวัดน้ำแบบมอนทานาถึง 22 ขนาด ครอบคลุมช่วงการไหลตั้งแต่ 0.005 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที (cfs) หรือประมาณ 0.1416 ลิตรต่อวินาที ไปจนถึง 3,280 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที หรือประมาณ 92,890 ลิตรต่อวินาที

สูตรคำนวณอัตราการไหลของรางวัดน้ำแบบมอนทานา
สมการคำนวณอัตราการไหลแบบไหลอิสระ (Free-flow discharge) ของรางวัดน้ำแบบมอนทานา

หลักการทำงานและการไหล

การไหลแบบอิสระ (Free-Flow)

ในสภาวะการไหลแบบอิสระ จะไม่มีน้ำหนุน (Back water) จากด้านท้ายน้ำมาขัดขวางการไหล ทำให้น้ำไหลผ่านรางวัดน้ำและเกิดการเร่งความเร็วจากสภาวะการไหลแบบต่ำกว่าวิกฤต (Sub-critical flow, Fr ≈ 0.5) ไปสู่สภาวะการไหลแบบเหนือวิกฤต (Supercritical flow, Fr > 1) ซึ่งจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ไฮดรอลิกจัมป์ (Hydraulic jump) ที่บริเวณท้ายน้ำ

การคำนวณอัตราการไหลแบบอิสระใช้สมการ: Q = CHan โดยที่:

  • Q คือ อัตราการไหล
  • C คือ ค่าสัมประสิทธิ์การไหลแบบอิสระ
  • Ha คือ ระดับน้ำที่จุดวัดหลัก
  • n คือ ค่าคงที่ซึ่งแปรผันตามขนาดของรางวัดน้ำ

การไหลแบบจม (Submerged Flow)

การไหลแบบจมเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำทางด้านท้ายน้ำสูงจนส่งผลกระทบต่อการไหลผ่านรางวัดน้ำ เนื่องจากรางวัดน้ำแบบมอนทานาไม่มีส่วนคอคอดและส่วนระบายน้ำที่ยาวเหมือนแบบพาร์แชล จึงมีความต้านทานต่อผลกระทบจากการจมต่ำมาก ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานในสภาวะที่มีการไหลแบบจม

หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการไหลแบบจม ควรพิจารณาใช้รางวัดน้ำแบบพาร์แชลแบบเต็มรูปแบบ หรือแก้ไขโดยการยกตัวรางวัดน้ำให้สูงขึ้นจากพื้นลำน้ำ หรือปรับปรุงทางน้ำด้านท้ายน้ำให้ระบายได้ดีขึ้น

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง

รางวัดน้ำแบบมอนทานาสามารถสร้างได้จากวัสดุหลากหลายชนิดตามความเหมาะสมของการใช้งาน:

  • ไฟเบอร์กลาส (Fiberglass): นิยมใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียเนื่องจากทนต่อการกัดกร่อน
  • สแตนเลส (Stainless steel): ใช้กับน้ำที่มีอุณหภูมิสูงหรือมีสารกัดกร่อนรุนแรง
  • เหล็กชุบกัลวาไนซ์ (Galvanized steel): นิยมใช้ในงานสิทธิการใช้น้ำและการชลประทาน
  • คอนกรีต (Concrete): ใช้สำหรับรางวัดน้ำขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 160 ถึง 600 นิ้ว)
  • อลูมิเนียม (Aluminum): ใช้สำหรับอุปกรณ์วัดน้ำแบบเคลื่อนย้ายได้
  • ไม้ (Wood): ใช้สำหรับการวัดน้ำชั่วคราว
  • พลาสติก (PVC หรือ Polycarbonate): ใช้ในงานเฉพาะทาง

โดยทั่วไป รางวัดน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่า 48 นิ้ว จะไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากยากต่อการรักษาสภาวะการไหลแบบอิสระ และอาจเกิดการกัดเซาะ (Scour) ที่รุนแรงบริเวณท้ายน้ำ

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง

  • ความต้องการการไหลแบบอิสระ: จำเป็นต้องมีการตกของระดับน้ำที่ปลายราง เพื่อให้เกิดการไหลแบบอิสระ ซึ่งอาจต้องมีการยกตัวรางหรือปรับปรุงพื้นลำน้ำ
  • ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต: เช่นเดียวกับฝาย (Weirs) รางวัดน้ำอาจเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายของสัตว์น้ำบางชนิด โดยเฉพาะแบบมอนทานาที่ตัวรางมักจะถูกยกสูงขึ้น
  • การกัดเซาะและการรั่วซึม: ในลำน้ำดิน อาจเกิดการไหลเลี่ยง (Bypass) ทางด้านเหนือน้ำ และการกัดเซาะทางด้านท้ายน้ำ หากไม่มีการเสริมความแข็งแรงของตลิ่งและพื้นลำน้ำ
  • การอุดตัน: รางวัดน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า 3 นิ้ว ไม่ควรใช้กับน้ำเสียที่ไม่มีการกรอง เนื่องจากมีโอกาสอุดตันสูง
  • ไม่ใช่แบบจำลองย่อส่วน: รางวัดน้ำแบบมอนทานาเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบตามประสบการณ์ (Empirical device) การนำขนาดมาตรฐานมาคำนวณสัดส่วนเพื่อสร้างขนาดกลางระหว่างมาตรฐานจะไม่ให้ค่าที่แม่นยำ

คำถามที่พบบ่อย

รางวัดน้ำแบบมอนทานาแตกต่างจากแบบพาร์แชลอย่างไร?

รางวัดน้ำแบบมอนทานาตัดส่วนคอคอด (Throat) และส่วนระบายน้ำ (Discharge section) ของแบบพาร์แชลออก ทำให้มีน้ำหนักเบากว่า สั้นกว่า และราคาถูกกว่า แต่มีความสามารถในการทนต่อการไหลแบบจมได้น้อยกว่า

เมื่อใดที่ควรใช้รางวัดน้ำแบบมอนทานาแทนแบบพาร์แชล?

ควรใช้เมื่อต้องการความสะดวกในการติดตั้ง ประหยัดงบประมาณ และมั่นใจได้ว่าสภาวะการไหลในพื้นที่นั้นเป็นการไหลแบบอิสระ (Free-flow) โดยไม่มีน้ำหนุนจากท้ายน้ำ

วัสดุใดเหมาะสำหรับใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย?

ไฟเบอร์กลาสเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากมีความทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมีและน้ำเสียได้ดี

ทำไมรางวัดน้ำแบบมอนทานาขนาดเล็กกว่า 3 นิ้วจึงไม่ควรใช้กับน้ำเสีย?

เนื่องจากมีโอกาสเกิดการอุดตันได้ง่ายจากเศษวัสดุที่ปนมากับน้ำเสีย หากไม่มีการติดตั้งตะแกรงกรองน้ำก่อนเข้าสู่รางวัดน้ำ