← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติเมืองร้างมอนเตคริสโต รัฐวอชิงตัน

สรุปใจความสำคัญ

  • มอนเตคริสโตเป็นเมืองร้างในรัฐวอชิงตันที่เคยรุ่งเรืองจากการทำเหมืองทองและเงินระหว่างปี ค.ศ. 1889-1907
  • จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ และ เฟรเดอริก ทรัมป์ (คุณปู่ของโดนัลด์ ทรัมป์) เคยเข้ามาลงทุนในเมืองนี้
  • เมืองล่มสลายเนื่องจากน้ำท่วมรุนแรง ปัญหาการถลุงแร่ และการประเมินปริมาณแร่ในชั้นลึกที่ผิดพลาด
  • ปัจจุบันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ที่เข้าถึงได้โดยการเดินเท้าเท่านั้น

มอนเตคริสโต (Monte Cristo) เป็นเมืองร้างที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยอดเขามอนเตคริสโต ในเขตสโนโฮมิชตะวันออก รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองทองและเงินที่คึกคักในช่วงปี ค.ศ. 1889 ถึง 1907 ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทเป็นเมืองรีสอร์ตสำหรับนักท่องเที่ยวจนถึงปี ค.ศ. 1983

แผนที่แสดงตำแหน่งของมอนเตคริสโตในรัฐวอชิงตัน
ตำแหน่งที่ตั้งของมอนเตคริสโตในรัฐวอชิงตัน

ภูมิศาสตร์

มอนเตคริสโตตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำเซาธ์ฟอร์กเซาค์ (South Fork Sauk River) ในเขตสโนโฮมิชตะวันออก โดยตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างยอดเขาซิลเวอร์ทิป (Silvertip Peak) และยอดเขาคาเดท (Cadet Peak) ปัจจุบันสามารถเข้าถึงพื้นที่นี้ได้ผ่านเส้นทางเดินเท้าที่เชื่อมต่อกับทางหลวงเมาน์เทนลูป (Mountain Loop Highway) ซึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่กรานิตฟอลส์ (Granite Falls) และทิศเหนือสู่ดาร์ริงตัน (Darrington)

แผนที่แสดงตำแหน่งของมอนเตคริสโตในสหรัฐอเมริกา
ตำแหน่งที่ตั้งของมอนเตคริสโตในสหรัฐอเมริกา

ประวัติการก่อตั้งและการรุ่งเรือง

การสำรวจแร่ในภูมิภาคนี้เริ่มต้นขึ้นในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำสกายโคมิช (Skykomish River) โดยใช้เส้นทางโอลด์เคดี (Old Cady Trail) ในปี ค.ศ. 1882 เอลิชา ฮับบาร์ด (Elisha Hubbard) ได้ปรับปรุงเส้นทางจากอินเด็กซ์ (Index) ไปยังกาเลนา (Galena) และขึ้นเหนือไปยังลำธารซิลเวอร์ครีก (Silver Creek) ซึ่งนำไปสู่การตื่นทองในเมืองมิเนอรัลซิตี (Mineral City)

ในช่วงต้นฤดูร้อนปี ค.ศ. 1889 โจเซฟ เพียร์ซอลล์ (Joseph Pearsall) ได้ค้นพบแหล่งแร่ที่มีประกายแวววาวและติดตามร่องรอยขึ้นไปทางเหนือจนถึงเซเวนตี้ซิกซ์กัลช์ (Seventysix Gulch) ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ของเมืองมอนเตคริสโตในเวลาต่อมา ส่งผลให้เกิดการเร่งรีบเข้ามาจับจองพื้นที่ทำเหมืองอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน

ในช่วงแรก การเดินทางเข้าสู่มอนเตคริสโตเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยนักขุดทองต้องเดินเท้าผ่านเส้นทางต่างๆ จนกระทั่งในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1891 ได้มีการสร้างถนนเกวียนเส้นทางไวลแมนส์ (Wilmans Trail) จากเมืองเซาค์ซิตี (Sauk City) ทำให้สามารถเข้าถึงเมืองจากทางทิศเหนือได้

ต่อมามีการสร้างถนนเกวียนผ่านช่องเขาบาร์โลว์ (Barlow Pass) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ เช่น โทมัส ยูวิง (Thomas Ewing) และจอร์จ ดับเบิลยู. เกรย์สัน (George W. Grayson) รวมถึงผู้จัดพิมพ์ในซีแอตเทิลอย่าง ลี เอส. เจ. ฮันต์ (Leigh S. J. Hunt) ซึ่งเส้นทางนี้ต่อมาได้กลายเป็นเส้นทางรถไฟ

มอนเตคริสโตถือเป็นค่ายทำเหมืองที่มีชีวิตแห่งแรกบนลาดเขาด้านตะวันตกของเทือกเขาแคสเคด (Cascade Range) โดยในปี ค.ศ. 1891 มีเหมือง 13 แห่งและมีการจองสิทธิ์ทำเหมือง 40 รายการ และเพิ่มขึ้นเป็น 211 รายการในปี ค.ศ. 1893

การเข้ามาของกลุ่มทุนและบุคคลสำคัญ

ความรุ่งเรืองของเมืองดึงดูดนักลงทุนจากฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยในปี ค.ศ. 1891 จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ได้เข้ามาลงทุนผ่านกลุ่มบริษัทโคลบีและฮอยต์ (Colby and Hoyt) โดยเข้าควบคุมเหมืองหลักๆ เช่น เหมืองไพรด์ (Pride Mine) และเหมืองมิสทรี (Mystery Mine)

นอกจากนี้ เฟรเดอริก ทรัมป์ (Frederick Trump) คุณปู่ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยดำเนินกิจการในเมืองนี้ โดยเขาได้เปิดโรงแรมและสถานบริการในเมืองช่วงที่กำลังรุ่งเรือง

จุดสูงสุดและการล่มสลาย

ในช่วงทศวรรษ 1890 มอนเตคริสโตถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นเขตผลิตตะกั่วและเงินที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตก มีการสร้างระบบกระเช้าไฟฟ้า (Aerial Tramways) ข้ามสันเขา Mystery Ridge เพื่อขนส่งแร่ปริมาณมหาศาลถึง 230 ตันต่อวัน และมีการสร้างโรงแต่งแร่ห้าชั้นในปี ค.ศ. 1894

ประชากรของเมืองพุ่งสูงขึ้นกว่า 1,000 คนในปี ค.ศ. 1894 และมีการจ้างงานในเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้กลับไม่ยั่งยืนเนื่องจากปัจจัยหลายประการ:

  • ภัยธรรมชาติ: ในปี ค.ศ. 1896 และ 1897 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ทำลายอุโมงค์และทางรถไฟ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไรจากการทำเหมือง
  • ปัญหาทางเทคนิค: พบสิ่งเจือปนในโลหะที่โรงแต่งแร่มอนเตคริสโตและโรงถลุงแร่ในเอเวอเรตต์ (Everett) ทำให้การสกัดแร่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • การประเมินค่าผิดพลาด: นักธรณีวิทยาประเมินศักยภาพของแร่สูงเกินไป โดยพบว่าแร่ที่มีคุณภาพสูงมีเพียงชั้นผิวหน้า แต่เมื่อขุดลึกลงไปเกิน 500 ฟุต แร่กลับไม่มีมูลค่าเพียงพอที่จะคุ้มทุน

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน (Panic of 1907) การดำเนินงานด้านการทำเหมืองทั้งหมดจึงสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1907 และนักขุดทองจำนวนมากได้ย้ายไปแสวงโชคที่คลอนไดค์ (Klondike) แทน

การกลายเป็นเมืองร้าง

หลังจากยุคทำเหมืองสิ้นสุดลง มอนเตคริสโตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอยู่หลายทศวรรษ จนกระทั่งถนนของเคาน์ตี้ถูกน้ำท่วมทำลายในปี ค.ศ. 1980 และอาคารหลังสุดท้ายซึ่งเป็นที่พัก (Lodge) ได้ถูกไฟไหม้ในปี ค.ศ. 1983

ในปีเดียวกันนั้น กลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า สมาคมอนุรักษ์มอนเตคริสโต (Monte Cristo Preservation Association) ได้เข้ามาดำเนินการเพื่อรักษาและบูรณะสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้เป็นเมืองร้างที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ผ่านการเดินป่า

คำถามที่พบบ่อย

เมืองมอนเตคริสโตตั้งอยู่ที่ไหน?

ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยอดเขามอนเตคริสโต ในเขตสโนโฮมิชตะวันออก รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

ทำไมมอนเตคริสโตถึงกลายเป็นเมืองร้าง?

เนื่องจากน้ำท่วมใหญ่ที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน การพบว่าแร่ในชั้นลึกไม่มีมูลค่า และปัญหาในการถลุงแร่ ทำให้การทำเหมืองไม่คุ้มทุนจนสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1907

บุคคลสำคัญคนใดบ้างที่เคยเกี่ยวข้องกับเมืองนี้?

บุคคลที่มีชื่อชื่อดัง เช่น จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ และ เฟรเดอริก ทรัมป์ เคยเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในโรงแรมและเหมืองแร่ในเมืองนี้

ปัจจุบันสามารถไปเยี่ยมชมมอนเตคริสโตได้หรือไม่?

ปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้โดยการเดินเท้าผ่านเส้นทางเดินป่าจากทางหลวงเมาน์เทนลูป

มอนเตคริสโตเคยเป็นเมืองทำเหมืองที่สำคัญอย่างไร?

เป็นค่ายทำเหมืองที่มีชีวิตแห่งแรกบนลาดเขาด้านตะวันตกของเทือกเขาแคสเคด และเคยมีประชากรมากกว่า 1,000 คนในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในปี ค.ศ. 1894