ความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการหลอกลวงในกฎหมายอังกฤษและเวลส์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นความผิดตามมาตรา 15 ของ Theft Act 1968 ในอังกฤษและเวลส์
- การหลอกลวงต้องเป็นสาเหตุโดยตรง (Operative Cause) ที่ทำให้ได้ทรัพย์สินมา
- การหลอกลวงต้องกระทำต่อจิตใจของมนุษย์เท่านั้น ไม่รวมถึงการหลอกเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์
- ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วย Fraud Act 2006 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2007
ความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการหลอกลวง (Obtaining property by deception) เคยเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลงโทษผู้ที่ใช้กลอุบายหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยทุจริต
ประวัติและข้อกำหนดทางกฎหมาย
ความผิดนี้ถูกตราขึ้นตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการลักทรัพย์ ค.ศ. 1968 (Theft Act 1968) ซึ่งกำหนดว่า บุคคลใดที่ได้ทรัพย์สินของผู้อื่นมาโดยการหลอกลวงโดยทุจริต โดยมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นสูญเสียทรัพย์สินนั้นอย่างถาวร จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี
ภายใต้มาตรา 15(2) คำว่า "การได้มา" (Obtaining) ครอบคลุมถึงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ การครอบครอง หรือการควบคุมทรัพย์สิน รวมถึงการได้มาเพื่อบุคคลอื่น หรือการทำให้บุคคลอื่นสามารถได้มาหรือรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ได้
ความผิดฐานนี้เข้ามาแทนที่ความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการกล่าวอ้างเท็จ (Obtaining by false pretences) ตามมาตรา 32(1) ของพระราชบัญญัติการลักทรัพย์ ค.ศ. 1916 (Larceny Act 1916)
องค์ประกอบสำคัญของการกระทำความผิด
1. การหลอกลวงเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์สิน (Causation)
การหลอกลวงต้องเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ได้ทรัพย์สินมา ซึ่งเป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่คณะลูกขุนต้องตัดสิน โดยต้องพิสูจน์ได้ว่าหากผู้เสียหายทราบความจริง จะไม่กระทำการดังกล่าว
- การหลอกลวงเชิงโครงสร้าง (Constructive Deception): ในบางกรณี แม้ผู้เสียหายจะยอมรับว่าไม่ได้พิจารณาว่าคำกล่าวอ้างนั้นจริงหรือไม่ แต่ศาลอาจวินิจฉัยว่ามีความเชื่อมโยงเชิงเหตุผล เช่น ในคดี Metropolitan Police Commissioner v Charles หรือคดี R v Talbott ที่จำเลยให้ข้อมูลเท็จเพื่อรับสวัสดิการที่พักอาศัย แม้จำเลยจะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการนั้นจริง แต่การโกหกถือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จ่ายเงินให้
- ลำดับเหตุการณ์: การหลอกลวงต้องเกิดขึ้น ก่อน การได้ทรัพย์สินมา หากการหลอกลวงเกิดขึ้นหลังจากได้ทรัพย์สินไปแล้ว จะไม่ถือเป็นความผิดตามมาตรา 15 นี้ เช่นในคดี Director of Public Prosecutions v Ray
- ความต่อเนื่องของเหตุ: การหลอกลวงต้องไม่ห่างไกลจากผลลัพธ์จนเกินไป เช่นในคดี R v Button ที่จำเลยหลอกว่าตนเองวิ่งไม่เก่งเพื่อให้ได้แต้มต่อในการแข่งขัน แม้จะชนะและพยายามรับรางวัล แต่ศาลมองว่าการหลอกลวงเป็นเพียงการสร้างโอกาส ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการได้รางวัล
2. การหลอกลวงต้องกระทำต่อมนุษย์
การหลอกลวงตามมาตรา 15 ต้องส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์เท่านั้น การที่เครื่องจักรตอบสนองต่อการใส่เหรียญ บัตร หรือโทเคน หรือคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ไม่ถือเป็นความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการหลอกลวง แต่ผู้กระทำอาจถูกฟ้องในข้อหาลักทรัพย์ (Theft) ตามมาตรา 1 ของพระราชบัญญัติการลักทรัพย์ ค.ศ. 1968 แทน
3. ความทุจริต (Dishonesty)
กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นการได้ทรัพย์สินมา "โดยการหลอกลวงโดยทุจริต" (by a deception dishonestly) ซึ่งหมายความว่าความทุจริตต้องได้รับการพิสูจน์แยกต่างหากจากการหลอกลวง โดยใช้บรรทัดฐานจากคดี R v Ghosh ซึ่งระบุว่าจำเลยจะมีความทุจริตก็ต่อเมื่อจำเลยตระหนักว่าสิ่งที่ตนทำนั้น คนทั่วไปที่ซื่อสัตย์จะมองว่าไม่ซื่อสัตย์
การยกเลิกและการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
มาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการลักทรัพย์ ค.ศ. 1968 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 2007 โดยพระราชบัญญัติการฉ้อโกง ค.ศ. 2006 (Fraud Act 2006) ซึ่งได้ปรับปรุงโครงสร้างความผิดฐานฉ้อโกงให้ทันสมัยและครอบคลุมพฤติกรรมที่หลากหลายมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการเน้นที่ "ผลลัพธ์" (การได้ทรัพย์สิน) มาเป็นการเน้นที่ "พฤติกรรม" (การหลอกลวง)
คำถามที่พบบ่อย
ความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการหลอกลวงแตกต่างจากการลักทรัพย์อย่างไร?
การลักทรัพย์คือการเอาทรัพย์สินไปโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม แต่ความผิดฐานได้ทรัพย์สินมาโดยการหลอกลวงคือการทำให้เจ้าของส่งมอบทรัพย์สินให้ด้วยความสมัครใจแต่เกิดจากการถูกหลอกลวง
หากหลอกคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้เงิน จะมีความผิดตามมาตรา 15 ของ Theft Act 1968 หรือไม่?
ไม่ถือเป็นความผิดตามมาตรา 15 เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าการหลอกลวงต้องส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์ แต่ผู้กระทำอาจมีความผิดฐานลักทรัพย์ (Theft) แทน
ทำไมกฎหมายนี้ถึงถูกยกเลิก?
เพื่อให้เกิดความชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น โดย Fraud Act 2006 ได้เปลี่ยนแนวทางการลงโทษจากการรอให้เกิดผลลัพธ์ (การได้ทรัพย์สิน) มาเป็นการลงโทษที่พฤติกรรมการหลอกลวงโดยทุจริตตั้งแต่เริ่มต้น
การหลอกลวงต้องเกิดขึ้นเมื่อใดจึงจะครบองค์ประกอบความผิด?
การหลอกลวงต้องเกิดขึ้นก่อนการได้ทรัพย์สินมา หากได้ทรัพย์สินมาแล้วจึงหลอกลวง จะไม่ถือเป็นความผิดตามมาตรา 15 นี้

