← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Paternity Fraud คืออะไร? ผลกระทบทางกฎหมายและข้อเท็จจริง

สรุปใจความสำคัญ

  • Paternity fraud คือการเจตนาระบุตัวตนบิดาทางชีวภาพของเด็กผิดพลาด
  • อัตราการเกิด Paternity fraud ในประชากรทั่วไปมักต่ำกว่า 10% แต่จะสูงขึ้นในกลุ่มที่มีการฟ้องร้องหรือสงสัยเรื่องความเป็นพ่อ
  • กฎหมายในแต่ละประเทศมีบรรทัดฐานต่างกัน บางแห่งอนุญาตให้เรียกคืนค่าเลี้ยงดูบุตรได้ แต่บางแห่งให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเด็กมากกว่า

Paternity fraud หรือการหลอกลวงเรื่องความเป็นบิดา คือรูปแบบหนึ่งของการระบุตัวตนบิดาผิดพลาด โดยมีความเฉพาะเจาะจงว่าเป็นการ เจตนา ระบุตัวตนบิดาทางชีวภาพของเด็กผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งแตกต่างจากการระบุตัวตนผิดโดยไม่ตั้งใจที่อาจเกิดจากความผิดพลาดทั่วไป อุบัติเหตุระหว่างการรักษาผู้มีบุตรยาก หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

สถิติและการเกิดขึ้นของ Paternity Fraud

ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าอัตราการเกิด Paternity fraud มีความแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและกลุ่มประชากร ดังนี้:

  • งานวิจัยในปี 2016 ระบุว่า พ่อชาวอังกฤษประมาณ 2% เลี้ยงดูเด็กที่ไม่ใช่ลูกทางชีวภาพของตนโดยไม่รู้ตัว
  • การทบทวนทางวิทยาศาสตร์ในปี 2005 พบว่าอัตราการระบุบิดาผิดพลาดทั่วโลกมีตั้งแต่ 0.8% ถึง 30% (ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 3.7%) อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่สูงถึง 30% มักมาจากกลุ่มประชากรที่ผู้เป็นพ่อสงสัยอยู่แล้วว่าตนไม่ใช่บิดาทางชีวภาพ
  • สถิติในช่วงปี 1991-1999 พบอัตราการเกิดในประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก (11.8%), แคนาดา (4.0%), ฝรั่งเศส (2.8%), สหราชอาณาจักร (1.4% - 1.6%) และสวิตเซอร์แลนด์ (0.8%)

นอกจากนี้ การศึกษาในสหราชอาณาจักรปี 2008 พบว่าในกรณีที่ผ่านหน่วยงานสนับสนุนเด็ก (Child Support Agency) มีการระบุบิดาผิดพลาดเพียง 0.2% แต่ในกลุ่มที่ใช้การตรวจ DNA เพื่อตัดสินข้อพิพาท พบว่ามีมารดาระหว่าง 10% ถึง 19% ที่ระบุบิดาทางชีวภาพผิดพลาด

มุมมองทางกฎหมายในแต่ละประเทศ

ออสเตรเลีย

ตั้งแต่ปี 1989 พ่อที่ถูกระบุว่าเป็นบิดา (Putative fathers) ในออสเตรเลียสามารถเรียกคืนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรสำหรับเด็กที่ไม่ได้เป็นลูกทางชีวภาพของตนได้ อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอาจทำได้ยาก หากไม่สามารถพิสูจน์ "เจตนาในการหลอกลวง" ได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างกรณีศึกษาในปี 2002 ศาลเคาน์ตี้วิกตอเรียเคยสั่งให้อดีตภรรยาจ่ายค่าชดเชย 70,000 ดอลลาร์แก่ นาย Liam Neale Magill หลังจากตรวจ DNA พบว่าลูก 2 ใน 3 คนไม่ใช่ลูกของเขา แต่ต่อมาในปี 2005 และ 2006 ศาลสูงของออสเตรเลียได้กลับคำตัดสิน โดยให้เหตุผลว่าการนอกใจเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด แต่ไม่ใช่การหลอกลวงในลักษณะที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งในกรณีนี้

แคนาดา

ในแคนาดามีแนวโน้มที่ศาลจะให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อเด็กมากกว่าการหลอกลวงเรื่องสายเลือด เช่นกรณีของนาย Cornelio ที่ตรวจพบว่าลูกแฝดไม่ใช่ลูกทางชีวภาพของตนหลังจากแยกทางกับภรรยา แต่ศาลสูงแห่งออนแทรีโอในปี 2008 ปฏิเสธคำขอให้ยกเลิกการจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร โดยพิจารณาว่าความสัมพันธ์และการดูแลเด็กที่ผ่านมามีความสำคัญ และการที่เขาสงสัยเรื่องการนอกใจอยู่แล้วตั้งแต่ตอนแยกทางทำให้ข้ออ้างเรื่องการถูกหลอกลวงมีน้ำหนักน้อยลง

คำถามที่พบบ่อย

Paternity fraud ต่างจากการระบุบิดาผิดพลาดทั่วไปอย่างไร?

ความแตกต่างสำคัญคือ 'เจตนา' โดย Paternity fraud คือการตั้งใจหลอกลวง ส่วนการระบุผิดทั่วไปอาจเกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์หรืออุบัติเหตุ

พ่อที่ตรวจพบว่าไม่ใช่บิดาทางชีวภาพสามารถขอคืนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น ในออสเตรเลียสามารถทำได้ในบางกรณี แต่ในแคนาดาอาจทำได้ยากหากศาลมองว่าความสัมพันธ์กับเด็กมีความสำคัญกว่า

อัตราการเกิด Paternity fraud สูงแค่ไหน?

ข้อมูลมีความหลากหลาย โดยทั่วไปในประชากรแบบสุ่มจะอยู่ที่ประมาณ 0.8% ถึง 4% แต่ในกลุ่มที่มีการพิพาทเรื่องความเป็นพ่อ อัตราอาจสูงถึง 17% - 33%