พอล ฟาน เซลันด์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษชาวเบลเยียม
สรุปใจความสำคัญ
- ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเบลเยียมระหว่างปี 1935-1937
- เป็นผู้นำรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่รวมพรรคคาทอลิก เสรีนิยม และสังคมนิยม
- แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการลดค่าเงินและใช้นโยบายงบประมาณแบบขยายตัว
- เป็นผู้เจรจาข้อตกลงแรงงานครั้งสำคัญในปี 1936 ที่นำไปสู่การมีค่าจ้างขั้นต่ำและวันหยุดแบบได้รับค่าจ้าง
- นำเบลเยียมกลับสู่นโยบายความเป็นกลาง (Policy of Independence) แทนการเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส
พอล กีโยม วินเซนต์ ฟาน เซลันด์ (Paul Guillaume, Viscount van Zeeland; 11 พฤศจิกายน 1893 – 22 กันยายน 1973) เป็นนักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองคาทอลิก และรัฐบุรุษชาวเบลเยียม ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเบลเยียมระหว่างปี 1935 ถึง 1937

ประวัติและการศึกษา
ฟาน เซลันด์ เกิดที่เมืองซัวญี (Soignies) เขาเริ่มต้นอาชีพในฐานะศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์ (Institute of Economic Science) ณ มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเลอเฟิน (Catholic University of Leuven) นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเบลเยียมอีกด้วย
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการจัดการวิกฤต
ในเดือนมีนาคม 1935 ฟาน เซลันด์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสามพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคคาทอลิก พรรคเสรีนิยม และพรรคสังคมนิยม ในช่วงเวลานี้เขาได้รับอำนาจในการออกกฤษฎีกา ซึ่งเขาได้ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติผ่านการลดค่าเงินและดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขยายตัว
รัฐบาลของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเรกซิซึม (Rexism) ซึ่งเป็นขบวนการฟาสซิสต์ในเบลเยียม จนนำไปสู่การลาออกของรัฐบาลในฤดูใบไม้ผลิปี 1936 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1936 ฟาน เซลันด์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและนำรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติชุดที่สอง
การจัดการการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ปี 1936
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1936 เกิดการนัดหยุดงานแบบฉับพลัน (wildcat strike) ของคนงานท่าเรือในเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว การนัดหยุดงานครั้งนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานคาทอลิกและสังคมนิยม
ฟาน เซลันด์ ได้แก้ไขสถานการณ์โดยการเรียกประชุม "การประชุมแรงงานแห่งชาติ" (Conférence Nationale du Travail) ในวันที่ 17 มิถุนายน 1936 เพื่อให้ตัวแทนสหภาพแรงงานและบริษัทต่าง ๆ มาเจรจา ผลลัพธ์คือข้อตกลงประนีประนอมที่นำไปสู่การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย การให้วันหยุดพักผ่อนประจำปีแบบได้รับค่าจ้าง 6 วัน และการกำหนดชั่วโมงการทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับบางอาชีพในภาคอุตสาหกรรม
นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง
ในสมัยที่สองของเขา ฟาน เซลันด์ ได้ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามกลุ่มเรกซิสต์ และดำเนินมาตรการแก้ปัญหาการว่างงานเพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง ในด้านการทูต เบลเยียมได้ยกเลิกพันธมิตรทางทหารกับฝรั่งเศส และหันกลับไปใช้นโยบายความเป็นกลางแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกเรียกว่า "นโยบายแห่งความเป็นอิสระ" (policy of independence)
การสิ้นสุดอำนาจและบทบาทหลังสงคราม
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1937 เลออง เดเกรล (Léon Degrelle) ผู้นำกลุ่มเรกซิสต์ ได้กล่าวหาว่าฟาน เซลันด์ ได้รับเงินจากธนาคารแห่งชาติเบลเยียม แม้เขาจะปฏิเสธในตอนแรก แต่คณะกรรมการตรวจสอบพบว่าเขาได้รับเงินจำนวน 330,000 ฟรังก์เบลเยียม ส่งผลให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1937 โดยมี พอล-เอมิล จันซอน (Paul-Emile Janson) เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาน เซลันด์ มีบทบาทสำคัญในลอนดอน โดยเป็นประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยในปี 1939 และได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่ในการส่งตัวชาวเบลเยียมที่พลัดถิ่นกลับประเทศในปี 1944 นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสมาคมปรัชญาอเมริกัน (American Philosophical Society) ในปี 1942
หลังสงคราม เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสันนิบาตความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งยุโรป (European League for Economic Cooperation) ในปี 1946 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลคาทอลิกหลายชุดระหว่างปี 1949 ถึง 1954 นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลเบลเยียมและสภาที่ปรึกษาขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) รวมถึงดำรงตำแหน่งเลขาธิการกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการบริหารการประชุมบิลเดอร์เบิร์ก (Bilderberg meeting)
ฟาน เซลันด์ เกษียณจากทางการเมืองในปี 1956 และดำรงตำแหน่งประธานธนาคารเบลเยียมแห่งแอฟริกา (Banque Belge d'Afrique) จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1973
คำถามที่พบบ่อย
พอล ฟาน เซลันด์ คือใคร?
เขาเป็นนักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ และรัฐบุรุษชาวเบลเยียมที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเบลเยียมในช่วงปี 1935-1937 และมีบทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจและการทูตของประเทศ
ฟาน เซลันด์ แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในสมัยของเขาอย่างไร?
เขาใช้อำนาจกฤษฎีกาในการลดค่าเงินของเบลเยียมและดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์ของการประชุมแรงงานแห่งชาติปี 1936 คืออะไร?
นำไปสู่ข้อตกลงประนีประนอมที่กำหนดให้มีค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย วันหยุดพักผ่อนประจำปีแบบได้รับค่าจ้าง 6 วัน และจำกัดชั่วโมงการทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในบางอุตสาหกรรม
ทำไม พอล ฟาน เซลันด์ ถึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี?
เขาลาออกในปี 1937 หลังจากถูกกล่าวหาและตรวจสอบพบว่าได้รับเงินจำนวน 330,000 ฟรังก์เบลเยียมจากธนาคารแห่งชาติเบลเยียม

