← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ปรัชญาของสังคมศาสตร์ การสำรวจรากฐานทางปัญญาและระเบียบวิธีวิจัย

สรุปใจความสำคัญ

  • ออกุสต์ กงต์ เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิปฏิฐานนิยมและเสนอ 'กฎสามขั้นตอน' ของวิวัฒนาการทางสังคม
  • เอมิล ดูร์ไคม์ ได้สถาปนาสังคมวิทยาให้เป็นสาขาวิชาทางวิชาการที่ทันสมัย โดยเน้นความเที่ยงตรงและเหตุผลนิยม
  • ข้อโต้แย้งหลักในปรัชญาของสังคมศาสตร์คือการเลือกระหว่างการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Positivism) กับวิธีการเชิงตีความ (Interpretive approach)

ปรัชญาของสังคมศาสตร์เป็นการศึกษาที่สำรวจว่าสังคมศาสตร์บูรณาการเข้ากับสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ อย่างไร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและจัดระเบียบความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสังคมในวงกว้างอย่างเป็นระบบและเข้มงวด

เหตุผลนิยมทางวิทยาศาสตร์และจุดเริ่มต้น

ความพยายามในระยะแรกของเหตุผลนิยมทางวิทยาศาสตร์คือการแยกธุรกรรมทางตรรกะออกจากแรงจูงใจทางอารมณ์ เพื่อใช้กลยุทธ์ทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเป็นแนวทางในการค้นหาความจริง

ออกุสต์ กงต์ และปฏิฐานนิยม (Positivism)

ออกุสต์ กงต์ (Auguste Comte) ได้นำเสนอทัศนะทางญาณวิทยาที่เรียกว่า ปฏิฐานนิยม ในผลงานชุด The Course in Positive Philosophy (ค.ศ. 1830-1842) และ A General View of Positivism (ค.ศ. 1848) กงต์มองว่าวิทยาศาสตร์กายภาพต้องเกิดขึ้นก่อนที่มนุษยชาติจะสามารถพัฒนา "วิทยาศาสตร์ราชินี" (Queen science) ซึ่งก็คือสังคมศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจสังคมมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้

กงต์ยังได้เสนอ "กฎสามขั้นตอน" (Law of Three Stages) ซึ่งอธิบายถึงวิวัฒนาการของสังคมในการแสวงหาความจริง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ในเรื่องความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ โดยทั้งคู่ได้รับอิทธิพลจาก อองรี เดอ แซงต์-ซีมง

การพัฒนาสู่สังคมวิทยาในยุคสมัยใหม่

หลังจากยุคของกงต์ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ได้พยายามนำแนวคิดวิวัฒนาการทางชีววิทยามาประยุกต์ใช้กับสังคม (Social Darwinism) แม้ว่าเขาจะสนับสนุนแนวคิดของลามาร์กมากกว่าดาร์วินก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สังคมวิทยาในฐานะสาขาวิชาทางวิชาการสมัยใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยงานของ เอมิล ดูร์ไคม์ (Émile Durkheim) ดูร์ไคม์ได้ขัดเกลาระเบียบวิธีของกงต์ โดยยืนยันว่าสังคมศาสตร์เป็นส่วนต่อขยายของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และสามารถรักษาความเที่ยงตรง (Objectivity) และเหตุผลนิยมไว้ได้ งานวิจัยชิ้นสำคัญของเขาเรื่อง Suicide (1897) ได้แยกการวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาออกจากจิตวิทยาและปรัชญาอย่างชัดเจน

การวิพากษ์และข้อโต้แย้งทางญาณวิทยา

ทัศนะแบบปฏิฐานนิยมมักถูกเชื่อมโยงกับ 'ลัทธิวิทยาศาสตร์' (Scientism) ซึ่งเชื่อว่าวิธีการของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสามารถนำไปใช้ได้กับทุกพื้นที่ของการสืบเสาะหาความรู้ ในปัจจุบัน นักสังคมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับปฏิฐานนิยมแบบดั้งเดิม เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบของ อคติของผู้สังเกต (Observer Bias) และข้อจำกัดทางโครงสร้าง

การตั้งคำถามต่อปฏิฐานนิยมได้รับการสนับสนุนจากนักปรัชญาอย่าง โธมัส คูห์น (Thomas Kuhn) และการเกิดขึ้นของขบวนการทางปรัชญาใหม่ๆ เช่น สัจนิยมเชิงวิพากษ์ (Critical Realism) และ นีโอพรากมาทิซึม (Neopragmatism) นอกจากนี้ เยือร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) ได้วิจารณ์ว่าเหตุผลนิยมเชิงเครื่องมือ (Instrumental Rationality) อาจกลายเป็นอุดมการณ์ที่บิดเบือนความจริงได้

ญาณวิทยาในสังคมศาสตร์ (Epistemology)

ในทุกสาขาวิชาจะมีแนวโน้มทางปรัชญาที่แฝงอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ทางสังคม ธรรมชาติของความเป็นจริงทางสังคม และจุดที่มนุษย์สามารถควบคุมการกระทำได้ ข้อโต้แย้งหลักในปรัชญาของสังคมศาสตร์คือการถกเถียงว่าสังคมศาสตร์ควรเลียนแบบวิธีการของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือไม่

  • ฝ่ายสนับสนุนปฏิฐานนิยม: เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางสังคมสามารถและควรศึกษาผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิม ซึ่งเชื่อมโยงกับลัทธิธรรมชาตินิยม (Naturalism) และลัทธิกายภาพนิยม (Physicalism)
  • ฝ่ายคัดค้าน: เสนอว่าจำเป็นต้องมีแนวทางเชิงตีความ (Interpretive approach) เช่น วิธีการ Verstehen เพื่อทำความเข้าใจการกระทำของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

คำถามที่พบบ่อย

ปฏิฐานนิยม (Positivism) คืออะไร?

ปฏิฐานนิยมคือทัศนะทางญาณวิทยาที่เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงได้มาจากการสังเกตเชิงประจักษ์และการทดลอง โดยเชื่อว่าวิธีการของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสามารถนำไปใช้ศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมได้

ความแตกต่างระหว่างแนวคิดของกงต์และดูร์ไคม์คืออะไร?

แม้ดูร์ไคม์จะรับเอาวิธีการของกงต์มาใช้ แต่เขาได้ขัดเกลาและปรับปรุงให้มีความเป็นวิชาการมากขึ้น โดยเน้นการแยกการวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาออกจากจิตวิทยาและปรัชญา

ทำไมปัจจุบันนักสังคมศาสตร์จึงไม่นิยมปฏิฐานนิยมแบบดั้งเดิม?

เพราะมีการตระหนักถึง 'อคติของผู้สังเกต' และข้อจำกัดทางโครงสร้าง รวมถึงการยอมรับว่ามนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะลดทอนให้เหลือเพียงกฎทางกายภาพเพียงอย่างเดียว