Pink Ribbons, Inc. เบื้องหลังแคมเปญริบบิ้นสีชมพูและการตลาดมะเร็งเต้านม
สรุปใจความสำคัญ
- ภาพยนตร์สารคดีปี 2011 ผลิตโดย National Film Board of Canada (NFB)
- สร้างจากหนังสือของ Samantha King ที่วิพากษ์วิจารณ์การเมืองของการกุศลด้านมะเร็งเต้านม
- ตีแผ่ประเด็น Pinkwashing หรือการใช้การตลาดสีชมพูเพื่อบดบังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสารก่อมะเร็ง
- นำเสนอความขัดแย้งระหว่างการสร้างความตระหนักรู้เชิงพาณิชย์กับการวิจัยเพื่อการป้องกันโรค
Pink Ribbons, Inc. เป็นภาพยนตร์สารคดีปี 2011 จาก National Film Board of Canada (NFB) ที่กำกับโดย Léa Pool และอำนวยการสร้างโดย Ravida Din โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากหนังสือชื่อ Pink Ribbons, Inc: Breast Cancer and the Politics of Philanthropy (2006) ของ Samantha King ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Queen's

การตีแผ่ปรากฏการณ์ "Pinkwashing"
สารคดีเรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่าบริษัทบางแห่งใช้การตลาดที่เกี่ยวข้องกับริบบิ้นสีชมพูเพื่อเพิ่มยอดขาย โดยที่บริจาคเงินเพียงส่วนน้อยให้กับการกุศล หรือที่เรียกว่า "Pinkwashing" ซึ่งเป็นการใช้ภาพลักษณ์ของการต่อสู้กับมะเร็งเต้านมเพื่อบดบังการผลิตสินค้าที่มีสารก่อมะเร็ง
ภาพยนตร์โต้แย้งว่า แม้จะมีการระดมทุนได้มหาศาลสำหรับการวิจัยมะเร็งเต้านม แต่เงินจำนวนนั้นกลับไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการป้องกันหรือการสำรวจปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดโรคอย่างเพียงพอ โดยในเรื่องมีการสัมภาษณ์ทั้งผู้วิจารณ์แคมเปญ นักวิจัย ผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงผู้ระดมทุนรายใหญ่อย่าง Nancy Brinker หัวหน้าของ Susan G. Komen for the Cure
การต่อสู้ของ Charlotte Haley และกลุ่ม IV League
Léa Pool ได้สัมภาษณ์ Charlotte Haley ผู้เริ่มแคมเปญริบบิ้นสีพีชเมื่อกว่า 20 ปีก่อน เพื่อกดดันให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) เพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยเพื่อการป้องกันมะเร็ง ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 5% เท่านั้น เมื่อเธอถูกทาบทามโดยนิตยสาร Self และบริษัทเครื่องสำอาง Estée Lauder ในปี 1992 ให้ใช้ริบบิ้นของเธอในแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ เธอปฏิเสธเพราะไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้บริษัทเปลี่ยนไปใช้สีชมพูแทนเพื่อหลีกเลี่ยงความพยายามของ Haley
นอกจากนี้ สารคดียังนำเสนอเรื่องราวของ "IV League" กลุ่มสนับสนุนผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ซึ่งพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับการต้อนรับในขบวนการริบบิ้นสีชมพู เนื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน โดยสมาชิกคนหนึ่งกล่าวว่า "พวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ แต่คุณกำลังเรียนรู้ที่จะตาย" ซึ่ง Samantha King เรียกสิ่งนี้ว่า "ทรราชแห่งความร่าเริง" (the tyranny of cheerfulness)
การพัฒนาและสไตล์การนำเสนอ
Ravida Din โปรดิวเซอร์ของ NFB และผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม เป็นผู้ผลักดันโครงการนี้หลังจากได้อ่านหนังสือของ Samantha King และบทความของ Barbara Ehrenreich เธอตั้งคำถามว่า "เรามาถึงวัฒนธรรมมะเร็งเต้านมที่ให้ความสำคัญกับการช้อปปิ้งเป็นทางออก แทนที่จะเป็นการโกรธและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?"
ในด้านสไตล์การนำเสนอ Pool หลีกเลี่ยงการบรรยายแบบดั้งเดิม แต่ใช้การแสดงข้อเท็จจริงผ่านตัวอักษร การใช้แอนิเมชันโดย Francis Gelinas และคลิปวิดีโอจากคลังข้อมูล เช่น ฉากที่ Alfred Hitchcock กำกับ William Shatner ในบทหมอที่แจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ภาพยนตร์เน้นการใช้สีชมพูอย่างหนัก ทั้งในเสื้อผ้า การตลาด และการฉายไฟสีชมพูบนอนุสาวรีย์สำคัญ เช่น น้ำตกไนแอการา และตึกเอ็มไพร์สเตต
การตอบรับและคำวิจารณ์
Pink Ribbons, Inc. เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2011 และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แคนาดาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2012 ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการยกเลิกการตัดสินใจที่อื้อฉาวของ Susan G. Komen ในการตัดความสัมพันธ์กับโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งของ Planned Parenthood
ในด้านคำวิจารณ์ ภาพยนตร์ได้รับคะแนน 88% บน Rotten Tomatoes จากบทวิจารณ์ 33 รายการ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7/10
คำถามที่พบบ่อย
Pinkwashing คืออะไร?
Pinkwashing คือการที่บริษัทใช้การตลาดที่เกี่ยวข้องกับริบบิ้นสีชมพูเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือระดมทุนเพื่อมะเร็งเต้านม แต่ในความเป็นจริงอาจบริจาคเงินเพียงเล็กน้อย หรือผลิตสินค้าที่มีสารก่อมะเร็งซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรค
ทำไม Charlotte Haley ถึงปฏิเสธริบบิ้นสีชมพู?
Charlotte Haley เริ่มใช้ริบบิ้นสีพีชเพื่อเรียกร้องงบประมาณการวิจัยเพื่อการป้องกันมะเร็ง และเธอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมแคมเปญเชิงพาณิชย์ของบริษัทเครื่องสำอาง ทำให้บริษัทเปลี่ยนไปใช้สีชมพูแทน
กลุ่ม IV League คือใคร?
กลุ่มสนับสนุนผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ซึ่งรู้สึกว่าตนเองถูกละเลยจากแคมเปญริบบิ้นสีชมพูที่เน้นความร่าเริงและการรอดชีวิต ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

