สะพานปอนเต มอรันดี โศกนาฏกรรมและการพังทลายของวิศวกรรม
สรุปใจความสำคัญ
- สะพานปอนเต มอรันดี พังทลายลงเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 43 ราย
- การออกแบบที่ใช้คอนกรีตอัดแรงหุ้มสายเคเบิลเหล็กทำให้เกิดการกัดกร่อนภายในที่ตรวจพบได้ยาก
- สะพานมีอายุการใช้งานจริงประมาณ 51 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุการใช้งานที่ออกแบบไว้สำหรับสะพานทั่วไปในสมัยนั้น (50 ปี)
- เสาต้นที่ 9 เป็นจุดที่เกิดการพังทลาย โดยมีการตรวจพบรอยร้าวและสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ
สะพานปอนเต มอรันดี หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า วิอาดุตโต โปลเซเวรา (Viadotto Polcevera) เป็นสะพานทางยกระดับในเมืองเจนัว แคว้นลิกูเรีย ประเทศอิตาลี ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1963 ถึง 1967 บนทางหลวงสาย A10 ข้ามแม่น้ำโปลเซเวรา โดยสะพานแห่งนี้เชื่อมต่อเขตซัมปิเอร์ดาเรนาและคอร์นิเลียโนของเมืองเจนัวเข้าด้วยกัน และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "สะพานมอรันดี" ตามชื่อของวิศวกรผู้ออกแบบคือ ริคคาร์โด มอรันดี

ประวัติและการออกแบบ
สะพานปอนเต มอรันดี ถูกออกแบบโดยวิศวกรโยธา ริคคาร์โด มอรันดี โดยมีลักษณะเป็นสะพานขึง (Cable-stayed bridge) ที่ใช้โครงสร้างคอนกรีตอัดแรงสำหรับตอม่อ เสา และพื้นสะพาน จุดเด่นที่ทำให้สะพานนี้แตกต่างคือการใช้สายขึงจำนวนน้อยมาก (เพียงสองเส้นต่อช่วงสะพาน) และใช้ระบบไฮบริดที่ประกอบด้วยสายเคเบิลเหล็กหุ้มด้วยเปลือกคอนกรีตอัดแรง
อย่างไรก็ตาม การที่คอนกรีตถูกอัดแรงเพียง 10 MPa ทำให้โครงสร้างมีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยร้าว การซึมผ่านของน้ำ และการกัดกร่อนของเหล็กภายใน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาในระยะยาว
การก่อสร้างและลักษณะทางกายภาพ
สะพานแห่งนี้ก่อสร้างโดยบริษัท Società Italiana per Condotte d'Acqua ระหว่างปี 1963-1967 ด้วยงบประมาณ 3.8 พันล้านลีราอิตาลี และเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1967 โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้:
- ความยาว: 1,182 เมตร
- ความสูง: 45 เมตรจากระดับพื้นดินถึงพื้นถนน
- ความสูงของเสาคอนกรีต: 90 เมตร
- ช่วงสะพานสูงสุด: 210 เมตร
ในพิธีเปิดสะพานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1967 มีประธานาธิบดีจูเซปเป ซาราแกต ของอิตาลี เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีด้วย
ปัญหาด้านการบำรุงรักษาและความเสื่อมสภาพ
ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 สะพานแห่งนี้ต้องได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่องเนื่องจากการประเมินผลกระทบของการคืบ (creep) ของคอนกรีตที่ผิดพลาด ส่งผลให้พื้นสะพานเกิดการทรุดตัวและไม่ราบเรียบ จนกระทั่งกลางทศวรรษ 1980 จึงมีการปรับปรุงโครงสร้างให้กลับมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
ในช่วงทศวรรษ 1990 มีการตรวจพบว่าเส้นลวดเหล็ก (tendons) ที่เสาต้นที่ 11 ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยมีการกัดกร่อนไปถึง 30% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งผ่านสะพานทุกวัน
สัญญาณเตือนก่อนการพังทลาย
ก่อนเกิดเหตุการณ์พังทลาย มีสัญญาณเตือนหลายประการที่ถูกละเลย:
- ในปี 2016 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งได้รับแจ้งหลายครั้งว่าสะพานต้องการการบำรุงรักษาด่วน
- ในปี 2017 รายงานลับจากมหาวิทยาลัยในเจนัวระบุถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงของสายขึงที่เสาต้นที่ 9
- ประมาณ 14 วันก่อนการพังทลาย พบรอยร้าวบนพื้นถนนใกล้กับสายขึงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเสาต้นที่ 9 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าสายขึงเริ่มยืดตัวออก
โศกนาฏกรรมและการรื้อถอน
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018 ในระหว่างที่มีพายุฝนตกหนัก ส่วนหนึ่งของสะพานที่มีความยาว 210 เมตรได้พังทลายลง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะฉุกเฉินในแคว้นลิกูเรียเป็นเวลาหนึ่งปี และนำไปสู่การวิเคราะห์โครงสร้างอย่างละเอียดเพื่อหาผู้รับผิดชอบ
ซากสะพานเดิมถูกรื้อถอนในเดือนมิถุนายน 2019 และต่อมาได้มีการสร้างสะพานแห่งใหม่ชื่อ สะพานเจนัว-เซนต์จอร์จ (Genoa-Saint George Bridge) เพื่อทดแทนที่เดิมและเปิดใช้งานในปีถัดมา
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมสะพานปอนเต มอรันดี ถึงพังทลาย?
สาเหตุหลักเกิดจากการกัดกร่อนของสายเคเบิลเหล็กภายในคอนกรีตอัดแรง ซึ่งเกิดจากรอยร้าวในคอนกรีตที่ทำให้น้ำและเกลือซึมเข้าไปกัดกร่อนเหล็ก จนโครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้อีกต่อไป
สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบโดยใคร?
ออกแบบโดยวิศวกรโยธา ริคคาร์โด มอรันดี (Riccardo Morandi) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการออกแบบสะพานขึงคอนกรีตอัดแรงในยุคแรกๆ
ปัจจุบันมีสะพานอะไรมาทดแทนที่เดิม?
สะพานเจนัว-เซนต์จอร์จ (Genoa-Saint George Bridge) ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนสะพานปอนเต มอรันดี ที่พังทลายลง
