การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการ (Praxis Intervention)
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่เน้นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mentalities) และศักยภาพในการสะท้อนคิดของผู้เข้าร่วม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก
- ใช้แนวคิด Phronesis หรือปัญญาทางปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงอคติและการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในโครงสร้างสังคม
- ใช้กระบวนการ 'การทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วม' (Participant Objectivation) เพื่อให้ทั้งผู้วิจัยและผู้ถูกวิจัยสามารถวิพากษ์อคติของตนเองได้
- มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่อง Praxis ของ Karl Marx และการวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาของ Pierre Bourdieu
การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการ (Praxis Intervention) คือรูปแบบหนึ่งของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา "ศักยภาพเชิงปฏิบัติการ" (Praxis Potential) หรือ Phronesis (ปัญญาทางปฏิบัติ) ของผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีความแตกต่างจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมรูปแบบอื่นที่มักมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกหรือโครงสร้างทางกายภาพ แต่การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนสภาวะภายในและกรอบความคิดของผู้คน
แนวคิดพื้นฐานและศักยภาพเชิงปฏิบัติการ
ศักยภาพเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ความสามารถของสมาชิกในโครงการในการทำงานอย่างสะท้อนคิด (Reflexively) เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือกรอบความคิด (Mentalities) ของตนเอง โดยคำว่า "ผู้เข้าร่วม" ในบริบทนี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่กลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับประโยชน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้จัดโครงการและผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย
เป้าหมายหลักของวิธีการนี้คือการนำพาผู้เข้าร่วมไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วม" (Participant Objectivation) โดยให้ความสำคัญกับการสั่นคลอนกรอบความคิดที่ยึดติด (Settled Mentalities) โดยเฉพาะในกรณีที่กรอบความคิดเหล่านั้นถูกสงสัยว่ามีส่วนทำให้เกิดความทุกข์ทรมานหรือการถูกทำให้เป็นคนชายขอบในสังคม
รากฐานทางทฤษฎี
มุมมองของคาร์ล มาร์กซ์ และมิไฮโล มาร์โควิช
แนวคิดเรื่อง Praxis หรือการปฏิบัติที่ผ่านการไตร่ตรอง มีรากฐานมาจากแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งแบ่งการปฏิบัติออกเป็นสองรูปแบบ คือ การปฏิบัติแบบสะท้อนคิด (Reflexive Praxis) และการปฏิบัติแบบไม่สะท้อนคิด (Non-reflexive Praxis)
ต่อมา มิไฮโล มาร์โควิช (Mihailo Marković) ได้ขยายแนวคิดนี้โดยระบุองค์ประกอบสำคัญของ Praxis ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์, ความเป็นอิสระ, ความเป็นสังคม, ความสมเหตุสมผล และความตั้งใจ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เป็นทางเลือกในการต่อต้านความซ้ำซากจำเจ การยอมจำนน การถูกทำให้เป็นมวลชน และการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา
วัตถุประสงค์และประโยชน์ของการแทรกแซงเชิงปฏิบัติการ
การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการเปลี่ยนกระบวนการวิจัย การแสดงออกทางสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีให้กลายเป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Process) ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายอำนาจในการสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และจิตสำนึกเชิงวิพากษ์
- การสั่นคลอนกรอบความคิด: กระตุ้นให้สมาชิกมองโลกในมุมมองใหม่ เช่น หากนำไปใช้ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ ผู้เข้าร่วมจะเริ่มตั้งคำถามและสั่นคลอนการรับรู้เรื่องเพศที่ถูกปลูกฝังมาทางชีวประวัติและโครงสร้างสังคม
- การต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติ: ช่วยให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงกรอบความคิดที่เลือกปฏิบัติและไร้เหตุผลภายในตนเองและสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในโครงสร้าง
- การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก: วิธีการนี้ช่วยให้ผู้ตอบแบบสอบถามหรือผู้ให้ข้อมูลสามารถให้คำตอบที่แท้จริง ซึ่งมักจะไม่ปรากฏในการสำรวจด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ หรือการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ทั่วไป เนื่องจากกระบวนการนี้ใช้การอภิปราย การทดลอง และการสำรวจอย่างมีสติในระยะยาว
การทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ
การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ถูกวิจัย แต่ยังรวมถึง "ฮาบิทัส" (Habitus) หรือชุดพฤติกรรมและความคิดที่ฝังรากของผู้ปฏิบัติงานวิจัยด้วย กระบวนการนี้จึงเป็นการทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ซึ่งหมายถึง "การทำให้การทำให้เป็นวัตถุวิสัย กลายเป็นวัตถุวิสัย" (Objectifying the act of objectification)
ในทางปฏิบัติ ผู้วิจัยจะต้องรักษาระยะห่างเชิงวิพากษ์ต่อกระบวนการสังเกตของตนเอง โดยตระหนักถึงอคติที่อาจเกิดขึ้นจากสถานะทางสังคม พื้นที่ทางสังคม และแนวคิดทางปัญญาของตนเอง เพื่อลดผลกระทบของอคติเหล่านั้น
ตามแนวคิดของ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) การทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วมเป็นแบบฝึกหัดที่ยากแต่จำเป็น เพราะต้องอาศัยการตัดขาดจากความยึดมั่นที่ลึกที่สุด เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติให้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงสังเกต ซึ่งจะช่วยให้ผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมตื่นจาก "การหลับใหลทางพุทธิปัญญา" (Epistemic Sleep) และตั้งคำถามกับสมมติฐานที่เคยถูกยอมรับโดยไม่ต้องสงสัย (Doxa)
การนำไปใช้ในทางปฏิบัติ
ในทางปฏิบัติ การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสำรวจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้:
- การกำหนดปัญหา: การปฐมนิเทศให้ผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญเข้าใจปัญหาที่มุ่งเน้น เช่น สถานะของการเป็นคนชายขอบ ความสัมพันธ์ทางเพศ หรือปัญหาสุขภาพ
- การสำรวจเชิงสะท้อนคิด: การร่วมกันวิเคราะห์อคติที่เกิดจากต้นกำเนิดทางสังคม ชนชั้น เพศ และตำแหน่งในพื้นที่ทางปัญญา
- การหาทางออกร่วมกัน: การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านการไตร่ตรองและวิพากษ์อย่างเป็นระบบ
คำถามที่พบบ่อย
การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการแตกต่างจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ทั่วไปอย่างไร?
PAR ทั่วไปมักมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมในเชิงกายภาพ แต่การแทรกแซงเชิงปฏิบัติการเน้นที่การเปลี่ยนแปลง 'ภายใน' คือการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดและศักยภาพในการสะท้อนคิดของผู้เข้าร่วม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจากระดับจิตสำนึก
คำว่า 'การทำให้เป็นวัตถุวิสัยของผู้มีส่วนร่วม' หมายถึงอะไร?
หมายถึงกระบวนการที่ผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมพยายามมองการกระทำหรือความคิดของตนเองในฐานะ 'วัตถุ' ชิ้นหนึ่ง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และวิพากษ์อคติหรือสมมติฐานที่ตนเองยึดถืออยู่ได้อย่างเป็นกลางและเป็นระบบ
ทำไมวิธีนี้ถึงให้ข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าการสัมภาษณ์หรือแบบสอบถาม?
เพราะการแทรกแซงเชิงปฏิบัติการใช้การอภิปราย การทดลอง และการสำรวจอย่างมีสติในระยะยาว ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมค่อยๆ ก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ และกล้าที่จะเปิดเผยคำตอบหรือความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งมักจะถูกปิดกั้นไว้ในการตอบแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ

