โครงการคิงฟิชเชอร์ การพัฒนาขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลของกองทัพเรือสหรัฐฯ
สรุปใจความสำคัญ
- ริเริ่มโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ในปี 1944 เพื่อสร้างอาวุธส่งตอร์ปิโดระยะไกล (Standoff weapon) เพื่อลดความเสี่ยงของเครื่องบินโจมตี
- มีการพัฒนาขีปนาวุธ 6 รูปแบบ (A-F) โดยมีเพียงรุ่น Kingfisher C (AUM-N-2 Petrel) เท่านั้นที่ได้เข้าประจำการจริง
- AUM-N-2 Petrel ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต Fairchild J44 และระบบนำวิถีเรดาร์กึ่งแอคทีฟ มีระยะยิง 20 ไมล์ทะเล
- โครงการส่วนใหญ่ถูกยกเลิกหรือชะลอตัวลงเนื่องจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ
โครงการคิงฟิชเชอร์ (Project Kingfisher) เป็นโปรแกรมพัฒนาอาวุธที่ริเริ่มโดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับเครื่องบินและเรือผิวน้ำในการส่งตอร์ปิโดไปยังเป้าหมายจากระยะไกล (Standoff distance) เพื่อให้พ้นจากระยะยิงของอาวุธป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู
ภายใต้โครงการนี้ มีการพัฒนาแนวคิดขีปนาวุธที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ โดยมี 4 รูปแบบที่ได้รับเลือกให้เข้าสู่โปรแกรมการพัฒนาเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม มีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่การประจำการใช้งานจริงในกองทัพ
ภูมิหลังและการเริ่มต้นโครงการ
โครงการคิงฟิชเชอร์เริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เพื่อตอบสนองต่อความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นของเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด ซึ่งต้องเผชิญกับอำนาจการยิงป้องกันที่รุนแรงขึ้นของเรือรบศัตรูในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงต้องการระบบส่งอาวุธที่สามารถปล่อยตอร์ปิโดได้จากนอกระยะป้องกันของศัตรู
ข้อกำหนดของโครงการระบุว่าต้องเป็น "ขีปนาวุธนำวิถีแบบกึ่งอัตโนมัติ ควบคุมด้วยเรดาร์ ความเร็วต่ำกว่าเสียง และติดตั้งบนเครื่องบิน เพื่อส่งหัวรบระเบิดลงสู่ใต้เส้นแนวน้ำของเป้าหมายที่ลอยลำอยู่" การพัฒนานี้ดำเนินการโดยสำนักงานสรรพาวุธ (Bureau of Ordnance - BuOrd) และสำนักงานมาตรฐานแห่งชาติ (National Bureau of Standards) ภายใต้การกำกับดูแลของ Hugh Latimer Dryden และ Edward Conden
โครงการนี้ต่อยอดมาจากโครงการระเบิดนำวิถี Pelican และ Bat โดยมีการออกแบบขีปนาวุธ 6 รุ่น ตั้งแต่รหัส 'A' ถึง 'F' ซึ่งใช้ตัวเลือกหัวรบและระบบนำวิถีที่หลากหลาย

รุ่นต่างๆ ของโครงการคิงฟิชเชอร์
Kingfisher A (SWOD Mark 11 / Mark 15)
Kingfisher A หรือที่รู้จักในชื่อ SWOD (Special Warfare Ordnance Device) Mark 11 และต่อมาคือ Mark 15 เป็นการออกแบบระเบิดร่อน (Glide bomb) ที่บรรจุตอร์ปิโด Mark 21 Mod 2 ออกแบบมาเพื่อใช้กับเป้าหมายผิวน้ำในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งเครื่องบินโจมตีไม่ต้องกังวลเรื่องการป้องกันจากเครื่องบินขับไล่
รุ่นนี้ถูกใช้เป็นพื้นฐานในการทดสอบการร่อนเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ของขีปนาวุธตระกูลคิงฟิชเชอร์ทั้งหมด โดยมีการทดสอบบินในช่วงปลายปี ค.ศ. 1946 โดยใช้เครื่องบิน PB4Y-2 Privateer เป็นเครื่องบินปล่อย อย่างไรก็ตาม Kingfisher A ถูกยกเลิกในต้นปี ค.ศ. 1947 เนื่องจากกองทัพเรือเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป แต่โครงสร้างของ SWOD Mark 15 ได้ถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานสำหรับ Kingfisher C

Kingfisher B (SWOD Mark 21)
Kingfisher B หรือ SWOD Mark 21 มีการออกแบบคล้ายกับ Kingfisher A แต่เน้นความเบา โดยมีน้ำหนักเพียง 2 ใน 3 ของระเบิดนำวิถี Bat หัวรบที่ใช้คือ "Plunge bomb" หรือระเบิดดิ่ง ซึ่งเป็นโปรเจกไทล์แบบไม่นำวิถีที่จะร่อนไปตามวิถีโค้งก่อนจะจมลงข้างเป้าหมายและระเบิดใต้น้ำ เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน รุ่นนี้จึงถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1947 เช่นกัน
Kingfisher C (AUM-N-2 Petrel)
Kingfisher C เป็นรุ่นเดียวในตระกูลคิงฟิชเชอร์ที่ได้เข้าสู่การประจำการจริง โดยพัฒนามาจากโครงสร้าง SWOD Mark 15 และได้รับชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า AUM-N-2 Petrel การผลิตได้รับมอบหมายให้บริษัท Fairchild Aircraft
Petrel คือตอร์ปิโด Mark 21 Mod 2 ที่ติดตั้งปีกและเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต Fairchild J44 มีระยะยิง 20 ไมล์ทะเล (ประมาณ 37 กิโลเมตร) ที่ความเร็ว Mach 0.5 และใช้ระบบนำวิถีแบบเรดาร์กึ่งแอคทีฟ (Semi-active radar homing)
เมื่อเข้าประจำการในปี ค.ศ. 1956 ได้มีการเปลี่ยนหัวรบเป็นตอร์ปิโด Mark 41 โดยถูกปล่อยจากเครื่องบินลาดตระเวน P2V Neptune อย่างไรก็ตาม Petrel ถูกถอนจากการใช้งานในปี ค.ศ. 1959 เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพในการโจมตีเรือดำน้ำที่ดำน้ำอยู่ และกองทัพเรือสหรัฐฯ ในขณะนั้นให้ความสำคัญกับการป้องกันเรือดำน้ำมากกว่าเรือผิวน้ำ ขีปนาวุธ Petrel ที่เหลือถูกดัดแปลงเป็นโดรนเป้าหมาย (Target drones) ในรหัส AQM-41A ก่อนจะปลดประจำการทั้งหมดในช่วงต้นทศวรรษ 1960

Kingfisher D (AUM-N-4 Diver)
Kingfisher D มีแนวคิดคล้ายกับ Kingfisher C แต่พยายามใช้ตอร์ปิโดรุ่นใหม่ที่มีระบบขับเคลื่อนแบบผสม (Dual-purpose propulsion) โดยใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็งเพื่อสร้างแรงขับทั้งในช่วงบินในอากาศและช่วงวิ่งใต้น้ำหลังจากปล่อยตอร์ปิโดลงมา ขีปนาวุธรุ่นนี้ได้รับชื่อว่า AUM-N-4 Diver แต่เนื่องจากระบบขับเคลื่อนมีความซับซ้อนเกินไปจนไม่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้ โครงการนี้จึงถูกยกเลิกไป
Kingfisher E (SUM-N-2 Grebe)
Kingfisher E เป็นรุ่นเดียวในตระกูลที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยจากเรือผิวน้ำ พัฒนาไปเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ SUM-N-2 Grebe เพื่อส่งตอร์ปิโด Mark 41 ในระยะ 5,000 หลา (ประมาณ 4.6 กิโลเมตร) จากเรือที่ปล่อย การผลิตดำเนินการโดยบริษัท Goodyear Aircraft Company
รุ่นพื้นฐานใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็ง ในขณะที่รุ่นพัฒนาต่อยอดวางแผนจะใช้เครื่องยนต์พัลส์เจ็ต (Pulsejet) เพื่อขยายระยะยิงเป็น 40,000 หลา (ประมาณ 37 กิโลเมตร) การทดสอบบินเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1950 แต่โครงการประสบปัญหาและถูกยกเลิกในเวลาต่อมา

คำถามที่พบบ่อย
โครงการคิงฟิชเชอร์คืออะไร?
เป็นโปรแกรมพัฒนาอาวุธของกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อพัฒนาขีปนาวุธนำวิถีที่สามารถส่งตอร์ปิโดไปยังเป้าหมายจากระยะไกล เพื่อให้เครื่องบินโจมตีปลอดภัยจากปืนต่อต้านอากาศยานของศัตรู
ขีปนาวุธรุ่นใดในโครงการนี้ที่ประสบความสำเร็จที่สุด?
AUM-N-2 Petrel (Kingfisher C) เป็นรุ่นเดียวที่ได้เข้าสู่การประจำการใช้งานจริงในกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตและระบบนำวิถีเรดาร์
ทำไม AUM-N-2 Petrel ถึงถูกถอนจากการใช้งาน?
เพราะไม่สามารถโจมตีเรือดำน้ำที่ดำน้ำอยู่ได้ และในช่วงเวลานั้นกองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการต่อต้านเรือดำน้ำ (ASW) มากกว่าการโจมตีเรือผิวน้ำ
Kingfisher E แตกต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร?
Kingfisher E (SUM-N-2 Grebe) เป็นรุ่นเดียวในตระกูลคิงฟิชเชอร์ที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยจากเรือผิวน้ำ แทนที่จะเป็นเครื่องบินปล่อยเหมือนรุ่นอื่นๆ
โครงการคิงฟิชเชอร์มีส่วนช่วยในการพัฒนาอาวุธนำวิถีในอนาคตอย่างไร?
โครงการนี้เป็นรากฐานในการทดสอบคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ของอาวุธนำวิถี และการบูรณาการตอร์ปิโดเข้ากับขีปนาวุธ ซึ่งเป็นต้นแบบของขีปนาวุธต่อต้านเรือรบในปัจจุบัน

