← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ภารกิจ PSLV-C61 และความล้มเหลวในการส่งดาวเทียม EOS-09

สรุปใจความสำคัญ

  • PSLV-C61 เป็นการปล่อยจรวดครั้งที่ 63 ของ ISRO และเป็นครั้งที่ 27 ในรูปแบบ XL configuration
  • ภารกิจล้มเหลวเนื่องจากความดันในห้องเผาไหม้ของจรวดขั้นที่ 3 ลดลงระหว่างการทำงาน
  • ดาวเทียม EOS-09 (RISAT-1B) เป็นดาวเทียมเรดาร์ C-band SAR ที่สามารถถ่ายภาพได้ทุกสภาพอากาศ
  • ISRO ได้ออกแบบส่วนประกอบ HPS3 ของจรวดขั้นที่ 3 ใหม่และทดสอบสำเร็จในปลายปี 2025

PSLV-C61 คือการปล่อยจรวดนำส่งดาวเทียมครั้งที่ 63 ขององค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) โดยใช้จรวด PSLV ในรูปแบบการกำหนดค่า XL (XL configuration) ซึ่งเป็นการปล่อยครั้งที่ 27 ในรูปแบบนี้ ภารกิจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อนำส่งดาวเทียมสังเกตการณ์โลก EOS-09 หรือที่รู้จักในชื่อ RISAT-1B ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2025

ภาพมุมกว้างของจรวด PSLV-C61
จรวด PSLV-C61 เตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจ

ดาวเทียม EOS-09 (RISAT-1B)

ดาวเทียม EOS-09 หรือ RISAT-1B ถูกออกแบบมาให้เป็นดาวเทียมดวงที่ 7 ในซีรีส์ RISAT ของ ISRO โดยเป็นดาวเทียมที่ใช้ระบบเรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ (Synthetic Aperture Radar - SAR) ย่านความถี่ C-band ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการถ่ายภาพพื้นผิวโลกที่มีความละเอียดสูงได้ในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน

คุณสมบัติเด่นของดาวเทียมดวงนี้ประกอบด้วยโหมดการถ่ายภาพ 5 รูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้สามารถสลับระหว่างการถ่ายภาพความละเอียดสูงพิเศษเพื่อตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก และการสแกนพื้นที่กว้างเพื่อการสังเกตการณ์ในระดับมหภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังทางอวกาศของอินเดีย สนับสนุนการบริหารจัดการภาครัฐ และเร่งการตอบสนองต่อภัยพิบัติ

แผนการส่งดาวเทียมกำหนดให้เข้าสู่ วงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun-synchronous orbit - SSO) โดยมีการติดตั้งเครื่องผลักดันเปลี่ยนวงโคจร (Orbit Change Thrusters - OCT) เพื่อลดระดับความสูงของจรวดขั้นที่ 4 (PS4) หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อลดระยะเวลาที่ซากจรวดจะค้างอยู่ในวงโคจร

เหตุการณ์ความล้มเหลวในการปล่อยจรวด

จรวด PSLV-C61 ถูกปล่อยจากศูนย์อวกาศ Satish Dhawan (SDSC-SHAR) เมื่อเวลา 05:59 น. ตามเวลามาตรฐานอินเดีย (IST) ของวันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2025 ในช่วงเริ่มต้นของการปล่อย จรวดขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ทำงานได้อย่างปกติ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจต้องประสบความล้มเหลวเนื่องจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นใน จรวดขั้นที่ 3 โดยรายงานในเวลาต่อมาระบุว่าเกิดจากการลดลงของความดันในห้องเผาไหม้ (Chamber pressure) ระหว่างการทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถนำส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรได้

ประธาน ISRO นาย V. Narayanan ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าคณะกรรมการวิเคราะห์ความล้มเหลว (FAC) ได้สรุปรายงานและนำเสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พร้อมประกาศแผนการกลับมาปฏิบัติภารกิจปล่อยจรวด PSLV อีกครั้งภายใน 3 เดือน แม้ว่ารายละเอียดของรายงาน FAC จะยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนการปล่อยจรวด PSLV-C62 ซึ่งประสบความล้มเหลวในลักษณะเดียวกัน

ภายหลังการสืบสวน ISRO ได้ดำเนินการออกแบบส่วนประกอบของ HPS3 ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของจรวดขั้นที่ 3 ใหม่ และพัฒนาตัวแปรที่ปรับปรุงแล้ว โดยได้ทำการทดสอบแบบสถิต (Static tests) สำเร็จสองครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2025 และ 19 พฤศจิกายน 2025

ข้อมูลทางเทคนิคของภารกิจ

หัวข้อ รายละเอียด
น้ำหนักบรรทุก (Payload) 1,710 กิโลกรัม
ความสูงรวมของจรวด 44.4 เมตร
ระดับความสูงของวงโคจรเป้าหมาย 529 กิโลเมตร
ความเอียงของวงโคจร (Inclination) 97.6 องศา
คาบการโคจร (Period) 95.2 นาที

รายละเอียดเชื้อเพลิงและมวลของแต่ละขั้น

  • ขั้นที่ 1 (PS-1): เชื้อเพลิงแข็งคอมโพสิต (Composite Solid) | มวล 139,000 กิโลกรัม
  • ขั้นที่ 2 (PS-2): เชื้อเพลิงเหลวที่เก็บรักษาได้ในอุณหภูมิโลก (Earth Storable Liquid) | มวล 41,000 กิโลกรัม
  • ขั้นที่ 3 (PS-3): เชื้อเพลิงแข็งคอมโพสิต (Composite Solid) | มวล 7,650 กิโลกรัม
  • ขั้นที่ 4 (PS-4): เชื้อเพลิงเหลวที่เก็บรักษาได้ในอุณหภูมิโลก (Earth Storable Liquid) | มวล 1,600 กิโลกรัม

คำถามที่พบบ่อย

สาเหตุหลักที่ทำให้ภารกิจ PSLV-C61 ล้มเหลวคืออะไร?

สาเหตุเกิดจากความล้มเหลวของจรวดขั้นที่ 3 โดยมีรายงานว่าความดันในห้องเผาไหม้ลดลงในระหว่างการทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถนำส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรได้

ดาวเทียม EOS-09 มีความสามารถพิเศษอย่างไร?

EOS-09 หรือ RISAT-1B ใช้เทคโนโลยีเรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ (SAR) ย่าน C-band ทำให้สามารถถ่ายภาพพื้นผิวโลกความละเอียดสูงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และทะลุผ่านเมฆหรือสภาพอากาศที่เลวร้ายได้

ISRO แก้ไขปัญหาจากความล้มเหลวครั้งนี้อย่างไร?

ISRO ได้ทำการออกแบบส่วนประกอบ HPS3 ของจรวดขั้นที่ 3 ใหม่ และทำการทดสอบแบบสถิต (Static tests) สองครั้งในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2025 เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพก่อนการใช้งานครั้งต่อไป