การรณรงค์ทางทหารที่ริชมอนด์และปีเตอร์สเบิร์ก
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการสู้รบแบบสงครามสนามเพลาะที่ยืดเยื้อนาน 9 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน 1864 ถึงมีนาคม 1865
- ปีเตอร์สเบิร์กเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสบียงไปยังเมืองริชมอนด์ เมืองหลวงของสมาพันธรัฐ
- มีการใช้กองกำลังทหารชาวแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมากที่สุดในสงครามกลางเมืองอเมริกาในแคมเปญนี้
- นำไปสู่การยอมจำนนของนายพลโรเบิร์ต อี ลี ที่แอปพอมัตทอกซ์ คอร์ทเฮาส์
การรณรงค์ทางทหารที่ริชมอนด์และปีเตอร์สเบิร์ก (Richmond–Petersburg campaign) เป็นชุดของการสู้รบที่เกิดขึ้นรอบเมืองปีเตอร์สเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1864 ถึง 25 มีนาคม ค.ศ. 1865 ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา แม้ว่าโดยทั่วไปจะถูกเรียกว่า "การล้อมเมืองปีเตอร์สเบิร์ก" (Siege of Petersburg) แต่ในทางยุทธวิธีแล้วไม่ใช่การล้อมเมืองแบบคลาสสิกที่ปิดล้อมทุกเส้นทางเข้าออกอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการสู้รบในรูปแบบสงครามสนามเพลาะที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 9 เดือน

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์
เมืองปีเตอร์สเบิร์กมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงของกองทัพสมาพันธรัฐภายใต้การนำของนายพลโรเบิร์ต อี ลี และเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงหลักที่ส่งไปยังริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสมาพันธรัฐ การยึดปีเตอร์สเบิร์กได้จะส่งผลให้ริชมอนด์ถูกตัดขาดจากแหล่งทรัพยากรและนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลสมาพันธรัฐในที่สุด

บริบทและการดำเนินกลยุทธ์
ในปี ค.ศ. 1864 พลโท ยูลิสซิส เอส แกรนท์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพสหภาพ โดยเขาวางกลยุทธ์ประสานงานเพื่อกดดันสมาพันธรัฐในหลายจุดพร้อมกัน แกรนท์ได้นำกองทัพแห่งโพโทแมค (Army of the Potomac) เคลื่อนพลเข้าหาลีในเวอร์จิเนีย โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำลายกองทัพของลี และเป้าหมายรองคือการยึดริชมอนด์
หลังจากผ่านการสู้รบอย่างหนักในแคมเปญโอเวอร์แลนด์ (Overland Campaign) ซึ่งรวมถึงการรบที่วิลเดอร์เนส (Wilderness) และสปอตสิลวาเนีย คอร์ทเฮาส์ (Spotsylvania Court House) แกรนท์ได้ตัดสินใจเลี่ยงการโจมตีริชมอนด์โดยตรง และเปลี่ยนเป้าหมายไปยังปีเตอร์สเบิร์กเพื่อตัดเส้นทางรถไฟและเสบียง

สงครามสนามเพลาะและการสูญเสีย
การรณรงค์ครั้งนี้โดดเด่นด้วยการใช้สนามเพลาะที่ทอดยาวกว่า 30 ไมล์ (48 กิโลเมตร) ตั้งแต่ชานเมืองริชมอนด์ไปจนถึงปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นรูปแบบการรบที่สะท้อนถึงสงครามสนามเพลาะที่จะเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในอีก 50 ปีต่อมา
นอกจากนี้ การรบที่ปีเตอร์สเบิร์กยังเป็นจุดที่มีการระดมกองกำลังทหารชาวแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมากที่สุดในสงคราม ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญกับการสูญเสียอย่างหนักในการรบที่สำคัญ เช่น การรบที่เดอะเครเตอร์ (Battle of the Crater) และแชฟฟินส์ฟาร์ม (Chaffin's Farm)
บทสรุปและการสิ้นสุด
ภายใต้แรงกดดันจากการถูกตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและการสูญเสียกำลังพลที่ไม่อาจทดแทนได้ นายพลโรเบิร์ต อี ลี จำเป็นต้องละทิ้งทั้งเมืองริชมอนด์และปีเตอร์สเบิร์กในเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 นำไปสู่การถอยทัพและการยอมจำนนที่แอปพอมัตทอกซ์ คอร์ทเฮาส์ (Appomattox Court House) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมืองอเมริกาอย่างเป็นทางการ
คำถามที่พบบ่อย
การล้อมเมืองปีเตอร์สเบิร์กแตกต่างจากการล้อมเมืองแบบปกติอย่างไร?
ไม่ใช่การล้อมเมืองแบบคลาสสิกที่ปิดล้อมทุกเส้นทางเข้าออกอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการสร้างแนวสนามเพลาะที่ยาวและยืดเยื้อเพื่อกดดันและตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของศัตรู
ทำไมเมืองปีเตอร์สเบิร์กถึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์?
เพราะเป็นศูนย์กลางการขนส่งและจุดเชื่อมต่อรถไฟที่ส่งเสบียงและทรัพยากรหลักไปยังเมืองริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสมาพันธรัฐ
เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อประวัติศาสตร์การทหารอย่างไร?
รูปแบบการรบด้วยสนามเพลาะที่ปีเตอร์สเบิร์กถูกมองว่าเป็นต้นแบบหรือภาพสะท้อนของสงครามสนามเพลาะที่จะเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 1
ใครคือผู้นำทหารคนสำคัญในเหตุการณ์นี้?
พลโท ยูลิสซิส เอส แกรนท์ จากฝ่ายสหภาพ และนายพล โรเบิร์ต อี ลี จากฝ่ายสมาพันธรัฐ


