← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คดีโรชิน กับ รัฐแคลิฟอร์เนีย บรรทัดฐานการละเมิดสิทธิที่ 'สะเทือนขวัญ'

สรุปใจความสำคัญ

  • ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการบังคับล้างท้องเพื่อเอาหลักฐานมอร์ฟีนออกจากร่างกายจำเลยเป็นการละเมิดหลักกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย (Due Process)
  • คดีนี้สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เรียกว่าเกณฑ์ 'สะเทือนขวัญ' (shocks the conscience) เพื่อใช้ตัดสินว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
  • คำตัดสินมีมติ 8 ต่อ 0 ให้ยกเลิกคำพิพากษาลงโทษจำเลย เนื่องจากวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานมีความป่าเถื่อนเกินกว่าที่กฎหมายจะยอมรับได้

คดีโรชิน กับ รัฐแคลิฟอร์เนีย (Rochin v. California, 342 U.S. 165) เป็นคดีสำคัญที่ตัดสินโดยศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1952 ซึ่งได้สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการตีความ หลักกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย (Due Process Clause) ตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 โดยศาลได้นำเกณฑ์การกระทำที่ "สะเทือนขวัญ" (shocks the conscience) มาใช้ในการพิจารณาว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

เอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี Rochin v. California
ภาพประกอบเกี่ยวกับคดีความทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา

ที่มาและเหตุการณ์ในคดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1949 เมื่อรองนายอำเภอเขตลอสแอนเจลิส 3 นาย บุกเข้าไปในบ้านของครอบครัวโรชินโดยไม่มีหมายค้น และบุกเข้าไปในห้องของริชาร์ด โรชิน (Richard Rochin) บนชั้นสองของบ้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้อง พวกเขาพบแคปซูลสองเม็ดวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เมื่อรองนายอำเภอแจ็ค โจนส์ ถามว่า "ของใคร?" โรชินได้รีบกลืนแคปซูลนั้นลงไปทันที เจ้าหน้าที่โจนส์จึงเข้าจู่โจมโดยการบีบคอและใช้นิ้วแหย่เข้าไปในปากของโรชินเพื่อพยายามทำให้เขาสำรอกแคปซูลออกมา แต่ไม่สำเร็จ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ใส่กุญแจมือและนำตัวโรชินไปยังโรงพยาบาลฉุกเฉินแอนเจลิส (Angeles Emergency Hospital) โดยเขาถูกมัดไว้กับเตียงผ่าตัด และถูกบังคับใส่สายยางลงไปในปากจนถึงกระเพาะอาหาร พร้อมทั้งฉีดสารที่ทำให้เกิดการอาเจียน จนกระทั่งเขาสำรอกแคปซูลออกมาในถัง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าแคปซูลดังกล่าวบรรจุมอร์ฟีน

หลักฐานชิ้นนี้ถูกนำไปใช้ในศาล และโรชินถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานครอบครองมอร์ฟีนโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายสุขภาพและความปลอดภัยของรัฐแคลิฟอร์เนีย มาตรา 11500

การต่อสู้ทางกฎหมายและการอุทธรณ์

โรชินยื่นอุทธรณ์โดยโต้แย้งว่า สิทธิของเขาตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 5 และ 14 ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกละเมิด การบังคับล้างท้องเพื่อหาหลักฐานถือเป็นการบังคับให้จำเลยต้องให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง (compelled self-incrimination) ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในศาลได้

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ในชั้นต้นได้ปฏิเสธคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าแม้พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่จะรุนแรง แต่หลักฐานที่ได้มานั้นเป็น "หลักฐานที่มีน้ำหนัก" (competent evidence) และศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบวิธีการได้มาซึ่งหลักฐาน โดยระบุว่าหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายสามารถนำมาใช้ในการฟ้องร้องคดีอาญาในรัฐแคลิฟอร์เนียได้

คำตัดสินของศาลสูงสุด

ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาลงมติ 8 ต่อ 0 (โดยผู้พิพากษามินตันงดออกเสียง) ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยผู้พิพากษาแฟรงก์เฟอร์เตอร์ (Justice Frankfurter) เป็นผู้เขียนความเห็นเสียงข้างมาก

เกณฑ์ "สะเทือนขวัญ" (Shocks the Conscience)

ศาลวินิจฉัยว่าวิธีการที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการสกัดหลักฐานจากร่างกายของโรชินนั้นมีความป่าเถื่อนจน "สะเทือนขวัญ" ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 อย่างชัดเจน แม้ว่าคำว่า "กระบวนการยุติธรรม" จะมีความหมายที่กว้างและไม่ชัดเจน แต่ศาลยืนยันว่ามีไว้เพื่อรักษาความยุติธรรมและความซื่อตรงของระบบกฎหมาย โดยคาดหวังให้ผู้พิพากษาตัดสินอย่างเป็นกลางและคำนึงถึงบริบททางสังคม

การเปรียบเทียบกับการบังคับรับสารภาพ

ศาลได้อ้างถึงความเห็นของศาลสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียที่ระบุว่า การตัดสินโทษที่อาศัยหลักฐานซึ่งได้มาจากการทำร้ายร่างกายจำเลยเพื่อให้คายวัตถุพยานออกมานั้น มีความไม่ถูกต้องเช่นเดียวกับการตัดสินโทษที่อาศัยคำสารภาพที่ได้มาจากการซ้อมทรมาน หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่บังคับให้โรชินคายออกมาเป็นคำสารภาพด้วยวาจา เขาจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่ห้ามใช้คำสารภาพที่ถูกบังคับ แต่เมื่อเป็นวัตถุพยาน รัฐกลับอ้างว่าสามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งศาลสูงสุดเห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างสองกรณีนี้

ความเห็นเพิ่มเติมและการวิพากษ์วิจารณ์

ผู้พิพากษาดักลาส (Justice Douglas) และผู้พิพากษาแบล็ก (Justice Black) ได้เขียนความเห็นเห็นพ้อง (concurring opinions) โดยโต้แย้งว่าควรกลับคำพิพากษาโดยอาศัยสิทธิตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 5 (สิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง) ซึ่งสิทธินี้ควรถูกนำมาใช้ครอบคลุมถึงระดับรัฐผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14

ทั้งสองท่านได้วิจารณ์ความเห็นของแฟรงก์เฟอร์เตอร์ โดยผู้พิพากษาดักลาสตั้งข้อสังเกตว่าการใช้เกณฑ์ "ความเหมาะสมของพฤติกรรมในสังคมศิวิไลซ์" เป็นเรื่องที่กะทันหันและขาดบรรทัดฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้พิพากษาแบล็กมองว่าตรรกะของเสียงข้างมากมีความขัดแย้งกัน เนื่องจากในด้านหนึ่งศาลใช้ดุลยพินิจว่าพฤติกรรมใด "สะเทือนขวัญ" เพื่อยกเลิกกฎหมายรัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเตือนให้ผู้พิพากษาต้องเป็นกลางและยึดตามมาตรฐานสังคม

คำถามที่พบบ่อย

คดี Rochin v. California มีความสำคัญอย่างไรในทางกฎหมาย?

มีความสำคัญในการกำหนดว่า การได้มาซึ่งหลักฐานโดยใช้วิธีการที่ป่าเถื่อนหรือ 'สะเทือนขวัญ' ถือเป็นการละเมิดหลักกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย (Due Process) ตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ของสหรัฐฯ และทำให้หลักฐานนั้นไม่สามารถนำมาใช้ในศาลได้

เกณฑ์ 'สะเทือนขวัญ' (shocks the conscience) คืออะไร?

เป็นมาตรฐานที่ศาลใช้พิจารณาว่า พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่นั้นรุนแรงหรือไร้มนุษยธรรมจนถึงขั้นที่สังคมที่ศิวิไลซ์ไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งหากเข้าข่ายนี้ จะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ทำไมศาลถึงไม่ใช้เพียงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 5 ในการตัดสิน?

แม้ผู้พิพากษาบางท่านจะเสนอให้ใช้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 5 (สิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง) แต่ความเห็นเสียงข้างมากเลือกใช้หลัก Due Process ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และกระบวนการที่ยุติธรรม