← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คดีสหรัฐอเมริกากับชิปป์ การพิจารณาคดีอาญาครั้งเดียวของศาลฎีกาสหรัฐฯ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นคดีอาญาเพียงคดีเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการพิจารณาโดยศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา
  • นายอำเภอโจเซฟ เอฟ. ชิปป์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเนื่องจากปล่อยให้เกิดการรุมประชาทัณฑ์นักโทษ
  • เอด จอห์นสัน ถูกรุมประชาทัณฑ์เสียชีวิตแม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำสั่งระงับการประหารชีวิตไว้แล้ว
  • คำตัดสินของศาลในคดีนี้ย้ำถึงอำนาจของศาลฎีกาในการแทรกแซงคดีอาญาระดับรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

คดีสหรัฐอเมริกากับชิปป์ (United States v. Shipp, 203 U.S. 563 (1906)) รวมถึงคำวินิจฉัยในเวลาต่อมา (214 U.S. 386 (1909) และ 215 U.S. 580 (1909)) เป็นชุดคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับนายอำเภอ โจเซฟ เอฟ. ชิปป์ (Joseph F. Shipp) และพวกอีก 5 คนจากเมืองแชตตานูกา รัฐเทนเนสซี ซึ่งถูกตัดสินว่ามีส่วนช่วยและสนับสนุนการรุมประชาทัณฑ์นายเอด จอห์นสัน (Ed Johnson) โดยผู้ต้องหาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและถูกลงโทษจำคุก คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็น การพิจารณาคดีอาญาเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา

ภาพประกอบเกี่ยวกับคดี United States v. Shipp
เอกสารหรือภาพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางกฎหมายในคดี United States v. Shipp

ภูมิหลังของเหตุการณ์

เอด จอห์นสัน ชายผิวดำ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหารุมโทรมหญิงผิวขาวในเทศมณฑลแฮมิลตัน รัฐเทนเนสซี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 และถูกตัดสินประหารชีวิต ต่อมาในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1906 ทนายความของเขา โนอาห์ ดับเบิลยู. พาร์เดน (Noah W. Parden) ได้ยื่นคำร้องขอหมายปล่อยตัว (writ of habeas corpus) โดยอ้างว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจอห์นสันถูกละเมิด

ข้อโต้แย้งหลักของพาร์เดนคือ การกีดกันคนผิวดำออกจากคณะลูกขุนทั้งในชั้นพิจารณาคดีเบื้องต้นและชั้นพิจารณาคดีหลักอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ เขายังระบุว่าจอห์นสันไม่ได้รับสิทธิในการมีทนายความอย่างเหมาะสม เนื่องจากทนายความในขณะนั้นถูกข่มขู่จากฝูงชนที่บ้าคลั่งจนไม่สามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนสถานที่พิจารณาคดี หรือขอเลื่อนการพิจารณาคดีได้ ซึ่งทำให้จอห์นสันต้องเผชิญกับการประหารชีวิตโดยปราศจากกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (due process)

คำร้องในตอนแรกถูกปฏิเสธในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1906 และจอห์นสันถูกส่งตัวกลับไปอยู่ในความดูแลของนายอำเภอ โจเซฟ เอฟ. ชิปป์ โดยมีเงื่อนไขให้เวลา 10 วันในการยื่นอุทธรณ์ต่อ ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้รับคำร้องอุทธรณ์ในวันที่ 17 และ 19 มีนาคม ค.ศ. 1906 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายอำเภอชิปป์จะได้รับแจ้งคำตัดสินผ่านโทรเลขและมีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวางในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองแชตตานูกา แต่นายอำเภอและผู้คุมเรือนจำกลับปล่อยให้กลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปในเรือนจำเทศมณฑลแฮมิลตัน และนำตัวเอด จอห์นสัน ไปรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิตที่สะพานวอลนัทสตรีท (Walnut Street Bridge)

การดำเนินคดีและการวินิจฉัยของศาล

การกระทำของนายอำเภอชิปป์นำไปสู่การฟ้องร้องโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โดยมีจำเลยคือตัวนายอำเภอ ผู้คุมเรือนจำ และสมาชิกของกลุ่มรุมประชาทัณฑ์ที่สามารถระบุตัวตนได้ เมื่อคดีเข้าสู่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ฝ่ายจำเลยได้โต้แย้งว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากศาลได้กลายเป็นคู่ความในคดี (ในฐานะโจทก์) แทนที่จะทำหน้าที่เป็นศาลผู้พิจารณา

ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการ ละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากนายอำเภอชิปป์ทราบคำตัดสินของศาลเป็นอย่างดี แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการปกป้องนักโทษในความดูแล โดยผู้พิพากษาโฮล์มส์ (Justice Holmes) เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยว่า ศาลไม่ได้เป็นคู่ความในลักษณะที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากการกระทำของชิปป์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวผู้พิพากษาเป็นการส่วนตัว แต่เป็นการท้าทายคำสั่งและอำนาจของศาล ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจในการดำเนินคดีนี้ต่อไป

ผลกระทบและบทสรุปทางกฎหมาย

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะการพิจารณาคดีอาญาครั้งเดียวของศาลฎีกาสหรัฐฯ และเป็นการย้ำเตือนถึงหลักการที่ว่าศาลฎีกาสามารถเข้าแทรกแซงคดีประหารชีวิตในระดับรัฐได้ หากมีข้อสงสัยว่ามีการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ

มีผู้ถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลทั้งหมด 25 คน แต่สุดท้ายมีการดำเนินคดีกับ 9 คน ซึ่งรวมถึงนายอำเภอชิปป์ และสมาชิกกลุ่มรุมประชาทัณฑ์ ผลการพิจารณาคดีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1909 พบว่า:

  • นายอำเภอชิปป์ และพวกอีก 5 คน ถูกตัดสินว่ามีความผิด
  • จำเลยอีก 3 คน ถูกตัดสินให้พ้นผิด

ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้กำหนดโทษจำคุก โดยนายอำเภอชิปป์และผู้ร่วมก่อเหตุบางรายถูกจำคุก 90 วัน และบางรายถูกจำคุก 60 วัน แม้ว่าโทษสูงสุดของข้อหานี้คือ 180 วันก็ตาม ศาลระบุว่า "ชิปป์ไม่เพียงแต่ทำให้การทำงานของกลุ่มรุมประชาทัณฑ์เป็นเรื่องง่าย แต่ในทางปฏิบัติคือการช่วยและสนับสนุนการกระทำนั้น"

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นโทษ นายอำเภอชิปป์กลับได้รับการต้อนรับในฐานะวีรบุรุษจากคนในท้องถิ่น ขณะที่ทนายความผิวดำสองคนที่ต่อสู้เพื่อจอห์นสันต้องลี้ภัยออกจากรัฐเทนเนสซีเนื่องจากถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรง

การรำลึกและการคืนความยุติธรรม

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 หรือ 94 ปีหลังจากเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ ผู้พิพากษาดักลาส เมเยอร์ (Doug Meyer) แห่งศาลอาญาเทศมณฑลแฮมิลตัน ได้สั่งยกเลิกคำตัดสินลงโทษเอด จอห์นสัน โดยให้เหตุผลว่าจอห์นสันไม่ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรม เนื่องจากคณะลูกขุนเป็นคนผิวขาวทั้งหมด และผู้พิพากษาในขณะนั้นปฏิเสธที่จะย้ายสถานที่พิจารณาคดีออกจากเมืองแชตตานูกาซึ่งมีกระแสสังคมกดดันอย่างรุนแรง

ต่อมาในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2016 สมัชชาแห่งรัฐเทนเนสซีได้ผ่านมติชื่นชมความกล้าหาญของทีมทนายความของจอห์นสัน รวมถึงการแทรกแซงของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ กระทรวงยุติธรรม และศาลฎีกาสหรัฐฯ พร้อมทั้งประณามการกระทำของนายอำเภอชิปป์และกลุ่มรุมประชาทัณฑ์ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตของนายเอด จอห์นสัน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคดี United States v. Shipp จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์?

เพราะเป็นคดีอาญาเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา โดยปกติศาลฎีกาจะพิจารณาคดีในเชิงอุทธรณ์หรือข้อกฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาคดีอาญาเพื่อลงโทษจำคุกบุคคล

นายอำเภอชิปป์ถูกลงโทษอย่างไร?

นายอำเภอชิปป์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 90 วัน

เกิดอะไรขึ้นกับเอด จอห์นสัน?

เอด จอห์นสัน ชายผิวดำที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปในเรือนจำและนำตัวออกไปรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำสั่งระงับการประหารชีวิตไว้แล้ว

ในเวลาต่อมามีการคืนความยุติธรรมให้เอด จอห์นสัน อย่างไร?

ในปี ค.ศ. 2000 ผู้พิพากษาในเทศมณฑลแฮมิลตันได้สั่งยกเลิกคำตัดสินลงโทษเอด จอห์นสัน โดยระบุว่าเขาไม่ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรม

ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าตนเองเป็นคู่ความในคดีนี้หรือไม่?

ไม่ ศาลวินิจฉัยว่าการละเมิดคำสั่งศาลเป็นการท้าทายอำนาจศาล ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้พิพากษา ดังนั้นศาลจึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ได้

ทนายความของเอด จอห์นสัน ได้รับผลกระทบอย่างไร?

ทนายความผิวดำสองคนที่ช่วยเหลือจอห์นสันถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรงจนต้องลี้ภัยออกจากรัฐเทนเนสซีและไม่เคยกลับมาอีกเลย