โรนัลด์ ล็อกลีย์ นักปักษีวิทยาและนักธรรมชาติวิทยาผู้บุกเบิก
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งสถานีสังเกตการณ์นกแห่งแรกในสหราชอาณาจักรในปี 1933 ที่เกาะสโกกโฮล์ม
- เขียนหนังสือด้านธรรมชาติวิทยามากกว่า 50 เล่ม รวมถึงงานวิจัยเรื่องนกจมูกหลอด (Shearwaters)
- ร่วมสร้างภาพยนตร์ The Private Life of the Gannets (1934) ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์
- หนังสือ The Private Life of the Rabbit เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนวนิยายเรื่อง Watership Down
โรนัลด์ แมทิอัส ล็อกลีย์ (Ronald Mathias Lockley; 8 พฤศจิกายน 1903 – 12 เมษายน 2000) เป็นนักปักษีวิทยาและนักธรรมชาติวิทยาชาวเวลส์ที่มีชื่อเสียง ผู้สร้างผลงานเขียนด้านธรรมชาติวิทยามากกว่า 50 เล่ม รวมถึงงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับนกจมูกหลอด (Shearwaters) และหนังสือ The Private Life of the Rabbit ซึ่งกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการสร้างสรรค์นวนิยายเรื่อง Watership Down ของริชาร์ด อดัมส์
ชีวิตช่วงต้นและการเริ่มต้นอาชีพ
ล็อกลีย์เกิดที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ และเติบโตในย่านวิทเชิร์ช โดยมีมารดาเป็นผู้บริหารโรงเรียนประจำ ในช่วงวัยเรียน ล็อกลีย์ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และปิดเทอมฤดูร้อนในการใช้ชีวิตกลางแจ้งในป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติคลองแกลมอร์แกนเชียร์ (Glamorganshire Canal local nature reserve)
หลังจากจบการศึกษา เขาได้ร่วมกับพี่สาวก่อตั้งฟาร์มสัตว์ปีกขนาดเล็กใกล้กับเซนต์เมลลอนส์ ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ นอกจากนี้ เขายังเป็นบิดาของ มาร์ติน ล็อกลีย์ นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดัง
การบุกเบิกที่เกาะสโกกโฮล์ม
ในปี 1927 ล็อกลีย์และโดริส เชลลาร์ด ภรรยาคนแรก ได้เช่าเกาะสโกกโฮล์ม (Skokholm) ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กห่างจากปลายตะวันตกของเพมโบรคเชียร์ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นเวลา 21 ปี ในช่วงแรกเขาพยายามสร้างรายได้จากการจับกระต่ายขายและการเพาะพันธุ์กระต่ายชินชิลลา แต่ในเวลาต่อมาเขาพบว่าการเขียนบทความและหนังสือสามารถสร้างรายได้ได้ดีกว่า
ตั้งแต่ปี 1928 ล็อกลีย์เริ่มศึกษาการอพยพของนก และในปี 1933 เขาได้ก่อตั้งสถานีสังเกตการณ์นก (Bird Observatory) แห่งแรกในสหราชอาณาจักร โดยเน้นการวิจัยเชิงบุกเบิกเกี่ยวกับนกจมูกหลอดแมงซ์ (Manx shearwaters), นกพัฟฟินแอตแลนติก (Atlantic puffins) และนกพายุยุโรป (European storm-petrels) โดยได้รับคำแนะนำจาก แฮร์รี่ วิเธอร์บี บรรณาธิการวารสาร British Birds ให้บันทึกระยะเวลาการฟักไข่และการเติบโตของลูกนกจมูกหลอดแมงซ์อย่างละเอียด
ผลงานของเขาเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเคลื่อนไหวจัดตั้งสถานีสังเกตการณ์นกในอังกฤษ ซึ่งรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1950 ล็อกลีย์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และการวิจัยผ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น Dream Island (1930), Island Days (1934) และ I Know an Island (1938) นอกจากนี้ เขายังเขียนหนังสือวิชาการเรื่อง Shearwaters ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ปี
ในด้านการอนุรักษ์ ล็อกลีย์ได้ก่อตั้งสมาคมคุ้มครองนกแห่งเพมโบรคเชียร์ (Pembrokeshire Bird Protection Society) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสมาคมฟิลด์เวสต์เวลส์ (West Wales Field Society) และผลักดันให้จดทะเบียนเป็นกองทุนนักธรรมชาติวิทยาเวสต์เวลส์ (West Wales Naturalists' Trust)
ผลงานด้านภาพยนตร์และการอนุรักษ์หลังสงคราม
ล็อกลีย์ได้ร่วมมือกับ จูเลียน ฮักซ์ลีย์ สร้างภาพยนตร์ธรรมชาติเรื่อง The Private Life of the Gannets (1934) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ธรรมชาติระดับมืออาชีพเรื่องแรกๆ และได้รับรางวัลออสการ์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เกาะสโกกโฮล์มถูกใช้เป็นพื้นที่ทางทหาร ล็อกลีย์จึงกลับมาทำฟาร์มบนแผ่นดินใหญ่ หลังจากสงครามสิ้นสุดลงในปี 1946 เขาได้มีบทบาทสำคัญในการสำรวจธรรมชาติวิทยาของเกาะสโกเมอร์ (Skomer Island) และฟื้นฟูสถานีสังเกตการณ์นกที่เกาะสโกกโฮล์ม รวมถึงก่อตั้งสภาเพื่อการส่งเสริมการศึกษาภาคสนาม (Council for the Promotion of Field Studies) ที่ป้อมเดล (Dale Fort)
ในปี 1952 เขาได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติชายฝั่งเพมโบรคเชียร์ (Pembrokeshire Coast National Park) และช่วยวางแผนเส้นทางเดินเท้าเลียบชายฝั่ง นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษ 1950 เขาได้ทำการศึกษาพฤติกรรมกระต่ายเป็นเวลา 4 ปี ให้กับหน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติของอังกฤษ (British Nature Conservancy) ขณะพำนักอยู่ที่โอเรียลตัน (Orielton)
การย้ายถิ่นฐานและบั้นปลายชีวิต
เนื่องจากความกังวลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คุกคามภูมิทัศน์ธรรมชาติในสหราชอาณาจักร ล็อกลีย์จึงตัดสินใจย้ายไปพำนักที่ประเทศนิวซีแลนด์ในปี 1970 พร้อมกับภรรยาคนที่สาม ที่นั่นเขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาะและนก รวมถึงนวนิยาย และเดินทางไปยังหมู่เกาะโปลินีเซียและแอนตาร์กติกา
ล็อกลีย์ได้รับปริญญาโทกิตติมศักดิ์ (Honorary MSc) จากมหาวิทยาลัยเวลส์ในปี 1977 และได้รับเหรียญ Union Medal จากสมาคมปักษีวิทยาแห่งบริเตน (British Ornithologists' Union) ในปี 1993 เขาเสียชีวิตในปี 2000 ขณะอายุ 96 ปี และเถ้าถ่านของเขาถูกโปรยลงในน่านน้ำใกล้เกาะสโกกโฮล์ม
อิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัย
หนังสือ The Private Life of the Rabbit (1964) ของล็อกลีย์ มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาพล็อตเรื่องในนวนิยายสำหรับเด็กเรื่อง Watership Down ของริชาร์ด อดัมส์ โดยหนังสือของล็อกลีย์นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงทางธรรมชาติอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการใส่ความเป็นมนุษย์ให้กับสัตว์ (anthropomorphism) ซึ่งช่วยให้ริชาร์ด อดัมส์ สามารถสร้างโลกของกระต่ายที่มีความสมจริงในด้านพฤติกรรม นอกจากนี้ ล็อกลีย์ยังปรากฏตัวเป็นตัวละครในนวนิยายเรื่อง The Plague Dogs (1977) ของอดัมส์อีกด้วย
คำถามที่พบบ่อย
โรนัลด์ ล็อกลีย์ มีบทบาทสำคัญอย่างไรในด้านปักษีวิทยา?
เขาเป็นผู้ก่อตั้งสถานีสังเกตการณ์นกแห่งแรกในสหราชอาณาจักร และทำการวิจัยบุกเบิกเกี่ยวกับนกจมูกหลอด นกพัฟฟิน และนกพายุ โดยเน้นการบันทึกข้อมูลการฟักไข่และการเติบโตของลูกนกอย่างละเอียด
หนังสือของล็อกลีย์เล่มใดที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมชื่อดัง?
หนังสือเรื่อง The Private Life of the Rabbit (1964) ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมกระต่าย ได้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญให้ริชาร์ด อดัมส์ ใช้ในการเขียนนวนิยายเรื่อง Watership Down
ทำไมโรนัลด์ ล็อกลีย์ ถึงย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์?
เขาย้ายไปนิวซีแลนด์ในปี 1970 เนื่องจากมีความเชื่อว่ารัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นไม่ให้ความสำคัญกับการปกป้องภูมิทัศน์ธรรมชาติจากการคุกคามของการพัฒนาทางอุตสาหกรรม
ล็อกลีย์ได้รับรางวัลเกียรติยศใดบ้าง?
เขาได้รับปริญญาโทกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเวลส์ในปี 1977 และได้รับเหรียญ Union Medal จากสมาคมปักษีวิทยาแห่งบริเตนในปี 1993
