รอย อาร์. กรินเกอร์ ซีเนียร์ บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์และโรคทางกายที่เกิดจากจิตใจในสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นผู้บุกเบิกด้านจิตเวชศาสตร์และโรคทางกายที่เกิดจากจิตใจ (Psychosomatics) ในสหรัฐอเมริกา
- เคยเข้ารับการฝึกอบรมด้านจิตวิเคราะห์กับซิกมุนด์ ฟรอยด์ ในปี ค.ศ. 1933
- ร่วมเขียนหนังสือ 'Men Under Stress' ซึ่งเป็นงานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจของทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง
- ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของวารสาร Archives of General Psychiatry นาน 17 ปี
รอย ริชาร์ด กรินเกอร์ ซีเนียร์ (Roy Richard Grinker Sr.; 2 สิงหาคม ค.ศ. 1900 – 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1993) เป็นอายุรแพทย์ระบบประสาทและจิตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้านจิตเวชศาสตร์และโรคทางกายที่เกิดจากจิตใจ (Psychosomatics) ในสหรัฐอเมริกา
ประวัติและการศึกษา
กรินเกอร์เกิดที่เมืองชิคาโก โดยมีบิดาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตเวช เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (B.S.) จากมหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ค.ศ. 1919 และสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.) จากวิทยาลัยการแพทย์รัช (Rush Medical College) ในปี ค.ศ. 1921 หลังจากจบการศึกษา เขาได้ใช้เวลาหนึ่งปีในการศึกษาต่อระดับหลังปริญญาในยุโรป และในปี ค.ศ. 1933 เขาได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านจิตวิเคราะห์กับ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ในยุโรป
เส้นทางอาชีพและผลงานทางวิชาการ
กรินเกอร์เริ่มการสอนที่มหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ค.ศ. 1927 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยแพทย์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ในแอฟริกาเหนือ ซึ่งที่นั่นเขาและ จอห์น พี. สปีเกิล (John P. Spiegel) ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ Men Under Stress ซึ่งเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญที่วิเคราะห์สภาวะทางจิตใจของทหารภายใต้ความกดดันของสงคราม
เมื่อกลับมายังชิคาโกในปี ค.ศ. 1946 กรินเกอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและการฝึกอบรมด้านจิตเวชศาสตร์และโรคทางกายที่เกิดจากจิตใจ (Institute for Psychosomatic and Psychiatric Research and Training) ณ โรงพยาบาลไมเคิล รีส (Michael Reese Hospital) และทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ที่สถาบันจิตวิเคราะห์ชิคาโก (Chicago Institute for Psychoanalysis)
ด้านการสอน กรินเกอร์ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางคลินิกด้านจิตเวชศาสตร์ที่วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois College of Medicine) และมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern University) ระหว่างปี ค.ศ. 1951 ถึง 1969 ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ค.ศ. 1969 นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของวารสาร Archives of General Psychiatry ของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) เป็นระยะเวลานานถึง 17 ปี
มรดกทางวิชาการและครอบครัว
ในทางประสาทพยาธิวิทยา มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Grinker myelinopathy ซึ่งถูกตั้งชื่อตามเขาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานทางวิชาการ
กรินเกอร์เป็นบิดาของ รอย อาร์. กรินเกอร์ จูเนียร์ และเป็นปู่ของ รอย ริชาร์ด กรินเกอร์ (เกิดปี ค.ศ. 1961) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา กิจการระหว่างประเทศ และมนุษยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน
ผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญ
- Grinker's Neurology (ค.ศ. 1933)
- Men Under Stress (ร่วมกับ John P. Spiegel, ค.ศ. 1946)
- War Neuroses (ร่วมกับ John P. Spiegel, ค.ศ. 1945)
- Psychosomatic Research (ค.ศ. 1953)
- Anxiety and Stress (ร่วมกับ H. Basowitz, H. Persky และ S.J. Korchin, ค.ศ. 1955)
- The Phenomena of Depressions (ร่วมกับ J. Miller และคณะ, ค.ศ. 1961)
- Toward a Unified Theory of Human Behavior (ร่วมกับ Helen MacGill Hughes, ค.ศ. 1967)
- The Borderline Syndrome (ร่วมกับ B. Werble และ R.C. Drye, ค.ศ. 1968)
คำถามที่พบบ่อย
รอย อาร์. กรินเกอร์ ซีเนียร์ คือใคร?
เขาเป็นอายุรแพทย์ระบบประสาทและจิตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกด้านจิตเวชศาสตร์และโรคทางกายที่เกิดจากจิตใจ (Psychosomatics) และเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคืออะไร?
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือหนังสือ 'Men Under Stress' ซึ่งเขียนร่วมกับ จอห์น พี. สปีเกิล โดยศึกษาเกี่ยวกับสภาวะทางจิตใจของทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
Grinker myelinopathy คืออะไร?
เป็นปรากฏการณ์ทางประสาทพยาธิวิทยาที่ถูกตั้งชื่อตาม รอย อาร์. กรินเกอร์ ซีเนียร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่การค้นพบหรือการศึกษาของเขา
เขามีความเกี่ยวข้องกับซิกมุนด์ ฟรอยด์ อย่างไร?
กรินเกอร์ได้เดินทางไปยุโรปในปี ค.ศ. 1933 เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมด้านจิตวิเคราะห์โดยตรงกับซิกมุนด์ ฟรอยด์
เขามีบทบาทในสถาบันการศึกษาใดบ้าง?
เขาเป็นศาสตราจารย์ในหลายสถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยชิคาโก, มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ และมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น

