← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ถ้วยรางวัลชไนเดอร์ การแข่งขันเครื่องบินน้ำที่ผลักดันนวัตกรรมความเร็ว

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นการแข่งขันเครื่องบินน้ำที่จัดขึ้นระหว่างปี 1913 ถึง 1931 เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีการบินพลเรือน
  • ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น Supermarine Spitfire
  • สหราชอาณาจักรเป็นผู้ครอบครองถ้วยรางวัลอย่างถาวรหลังจากชนะ 3 ครั้งติดต่อกันในปี 1931
  • เน้นการทดสอบทั้งความเร็วและความสามารถในการลอยตัวของอากาศยาน

ถ้วยรางวัลชไนเดอร์ (ฝรั่งเศส: Coupe d'Aviation Maritime Jacques Schneider) หรือที่รู้จักในชื่อ Schneider Trophy เป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันเครื่องบินน้ำ (Seaplanes) และเครื่องบินทุ่นลอย (Flying boats) โดยเริ่มจัดการแข่งขันเป็นรายปีในช่วงแรก และเปลี่ยนเป็นทุกสองปีในเวลาต่อมา การแข่งขันนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคนิคของการบินพลเรือน แต่ในท้ายที่สุดได้กลายเป็นการประชันความเร็วอย่างดุเดือด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการออกแบบอากาศยานในยุคต่อมา

ถ้วยรางวัลชไนเดอร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ลอนดอน
ถ้วยรางวัลชไนเดอร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ลอนดอน

จุดเริ่มต้นและวัตถุประสงค์

ฌัก ชไนเดอร์ (Jacques Schneider) นักการเงินและผู้หลงใหลในการบินชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ประกาศจัดตั้งการแข่งขันนี้ในปี 1912 หลังจากที่เขาพบว่าการพัฒนาเครื่องบินน้ำนั้นล้าหลังกว่าเครื่องบินบนบก เขาจึงต้องการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความน่าเชื่อถือ มีระยะการบินที่ไกลขึ้น และสามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น

การแข่งขันจัดขึ้นทั้งหมด 12 ครั้ง ระหว่างปี 1913 ถึง 1931 โดยมีรูปแบบการบินวนรอบเส้นทางรูปสามเหลี่ยม ระยะทางเริ่มต้นที่ 280 กิโลเมตร และขยายเป็น 350 กิโลเมตรในภายหลัง การแข่งขันใช้ระบบการจับเวลา (Time trials) โดยเครื่องบินจะออกตัวห่างกันเป็นช่วงเวลา ซึ่งมักจะเป็นทุกๆ 15 นาที การแข่งขันนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยในบางครั้งมีผู้ชมเข้าชมมากกว่า 200,000 คน

กฎระเบียบและการครอบครองถ้วยรางวัล

เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องบินที่เข้าแข่งขันเป็นเครื่องบินน้ำที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงเครื่องบินความเร็วสูงที่ติดทุ่นลอย ผู้เข้าแข่งขันต้องปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวด ดังนี้:

  • ความสามารถในการลอยตัว: เครื่องบินต้องสามารถลอยน้ำได้นาน 6 ชั่วโมง และสามารถเคลื่อนที่บนผิวน้ำได้ระยะทางประมาณ 503 เมตร
  • การสัมผัสน้ำ: ในระหว่างการบิน เครื่องบินต้องลงจอดหรือสัมผัสผิวน้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • การครอบครองถาวร: หากประเทศใดสามารถชนะการแข่งขันได้ 3 ครั้งติดต่อกัน ประเทศนั้นจะได้ครอบครองถ้วยรางวัลอย่างถาวร ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ทำสำเร็จในปี 1931
รายละเอียดด้านข้างของถ้วยรางวัลชไนเดอร์
รายละเอียดของถ้วยรางวัลชไนเดอร์ซึ่งเป็นงานประติมากรรมเงินและทองแดง

อิทธิพลต่อการออกแบบอากาศยาน

การแข่งขันถ้วยรางวัลชไนเดอร์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันขีดจำกัดของอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) และการออกแบบเครื่องยนต์ การแสวงหาความเร็วสูงสุดนำไปสู่การพัฒนาเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยของเหลวที่มีแรงต้านต่ำและรูปทรงที่เพรียวลม

นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้โดยตรงในการสร้างเครื่องบินขับไล่ที่มีประสิทธิภาพสูงในสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น Supermarine Spitfire ของอังกฤษ, North American P-51 Mustang ของสหรัฐอเมริกา และ Macchi C.202 Folgore ของอิตาลี ซึ่งล้วนมีรากฐานมาจากการออกแบบที่เน้นความเร็วและความเพรียวลมจากการแข่งขันนี้

เครื่องบิน Supermarine S.6A
Supermarine S.6A หนึ่งในเครื่องบินที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันความเร็วสูง

ประวัติการแข่งขันที่สำคัญ

การแข่งขันครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1913 ที่โมนาโก โดย Maurice Prévost นักบินชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ชนะด้วยเครื่องบิน Deperdussin Monocoque แม้ว่าเขาจะทำความเร็วได้สูง แต่กลับเสียเวลาไปถึง 50 นาทีเนื่องจากลงจอดก่อนกำหนดเพราะนับรอบการบินผิด

หลังจากหยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1915-1918) การแข่งขันได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ในปี 1919 โดยมีการขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรงระหว่างทีมจากฝรั่งเศส อิตาลี และสหราชอาณาจักร จนกระทั่งในปี 1931 สหราชอาณาจักรสามารถคว้าชัยชนะครั้งที่ 3 ติดต่อกันได้สำเร็จ ทำให้ได้ครอบครองถ้วยรางวัลอย่างถาวร

ลักษณะของถ้วยรางวัล

ถ้วยรางวัลชไนเดอร์เป็นงานประติมากรรมที่ทำจากเงินและทองแดงตั้งอยู่บนฐานหินอ่อน แสดงภาพเทพเจ้าแห่งลม (Zephyr) ที่กำลังร่อนเหนือเกลียวคลื่น และรูปปั้นเปลือยมีปีกที่กำลังจุมพิตกับ Zephyr บนคลื่นที่กำลังแตกตัว นอกจากนี้ยังมีรูปศีรษะของ Zephyr อีกสองตนและเทพเนปจูน (Neptune) เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ล้อมรอบด้วยปลาหมึกยักษ์และปู สัญลักษณ์เหล่านี้สื่อถึงชัยชนะของความเร็วเหนือธาตุลมและน้ำ

คำถามที่พบบ่อย

ถ้วยรางวัลชไนเดอร์คืออะไร?

คือถ้วยรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันเครื่องบินน้ำและเครื่องบินทุ่นลอยระดับโลก จัดขึ้นระหว่างปี 1913-1931 เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยาน

ทำไมการแข่งขันนี้ถึงมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การบิน?

เพราะเป็นการผลักดันการออกแบบอากาศพลศาสตร์และเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเครื่องบินขับไล่ความเร็วสูงในสงครามโลกครั้งที่ 2

ใครเป็นผู้ก่อตั้งการแข่งขันนี้?

ฌัก ชไนเดอร์ (Jacques Schneider) นักการเงินและผู้หลงใหลในการบินชาวฝรั่งเศส

ปัจจุบันถ้วยรางวัลชไนเดอร์อยู่ที่ไหน?

ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (Science Museum) ในเซาท์เคนซิงตัน ลอนดอน สหราชอาณาจักร