การแบ่งปันความเป็นเจ้าของในที่ทำงาน บทวิเคราะห์ของ Raymond Russell
สรุปใจความสำคัญ
- หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล EGOS Award จาก American Sociological Association ในปี 1984
- Russell แบ่งความเป็นเจ้าของออกเป็น 'ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ' และ 'การควบคุม'
- กรณีศึกษาพบว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สูงเกินไปอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สหกรณ์เสื่อมถอยกลับไปเป็นบริษัทแบบดั้งเดิม
Sharing Ownership in the Workplace เป็นหนังสือที่เขียนโดย Raymond Russell นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ในปี 1985 โดย State University of New York Press ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุด SUNY Series in the Sociology of Work หนังสือเล่มนี้สำรวจแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของของพนักงานทั้งในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่รูปแบบการแบ่งปันความเป็นเจ้าของและแนวโน้มที่บริษัทซึ่งมีคนงานเป็นเจ้าของมักจะ "เสื่อมถอย" (degenerate) กลับไปเป็นบริษัทรูปแบบดั้งเดิม

กรอบแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของ
Russell เสนอว่าความเป็นเจ้าของไม่ใช่สิทธิเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่เป็น "กลุ่มของสิทธิ" (bundle of rights) ซึ่งเขาสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ:
- ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ (Equity): สิทธิในการเรียกร้องรายได้และสินทรัพย์ของบริษัท
- การควบคุม (Control): สิทธิทางการเมืองในการปกครองและบริหารจัดการบริษัท
เมื่อนำความแตกต่างนี้มาผสมผสานกับรูปแบบการถือครอง (แบบกลุ่มหรือแบบรายบุคคล) Russell จึงสร้างหมวดหมู่ความเป็นเจ้าของได้ 4 ประเภท ได้แก่ พนักงานในฐานะผู้ถือหุ้น, การเป็นเจ้าของผ่านการเป็นสมาชิก, ประชาธิปไตยในที่ทำงาน และความเป็นเจ้าของที่แสดงออกผ่านลักษณะของงาน
กรณีศึกษาและการเสื่อมถอยของสหกรณ์
หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการศึกษาองค์กร 3 ประเภทในสหรัฐฯ ที่รักษาความเป็นเจ้าของของพนักงานไว้ได้นานกว่า 50 ปี:
- บริษัทเก็บขยะในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก: ก่อตั้งโดยผู้อพยพชาวอิตาลีตอนเหนือ ใช้ระบบประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง แต่ในที่สุดก็เริ่มเสื่อมถอยเนื่องจากความต้องการเครื่องจักรราคาสูง การนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ และการกดดันจากบริษัทจัดการขยะระดับชาติ
- สหกรณ์แท็กซี่: ศึกษาในบอสตันและลอสแอนเจลิส พบว่ากฎระเบียบการออกใบอนุญาตมีผลอย่างมาก เมื่อใบอนุญาตกลายเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ สมาชิกบางกลุ่มจึงกลายเป็นเจ้าของ "กองเรือขนาดเล็ก" และเริ่มจ้างคนขับที่ไม่ใช่เจ้าของ
- กลุ่มวิชาชีพ (สำนักงานกฎหมาย, การแพทย์, บัญชี): เป็นรูปแบบที่เสถียรที่สุด เนื่องจากใช้เงินทุนน้อยและมีระบบการแบ่งรายได้ตามสูตรที่ชัดเจน รวมถึงระบบการเลื่อนตำแหน่งแบบ "up-or-out" ที่ผูกมัดพนักงานที่มีทักษะไว้กับบริษัท
มุมมองต่อ ESOP และความเป็นเจ้าของจากเบื้องบน
Russell แสดงความกังขาต่อแผนการถือหุ้นของพนักงาน (Employee Stock Ownership Plans หรือ ESOPs) ที่ถูกสร้างขึ้นจากฝ่ายบริหาร โดยมองว่ามักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงสหภาพแรงงาน หรือใช้เป็นเกราะป้องกันการเข้าซื้อกิจการ มากกว่าจะเป็นการมอบอำนาจให้คนงานอย่างแท้จริง เขาเปรียบสิ่งนี้ว่าเป็น "ชาวกรีกที่นำของขวัญมาให้" (Greeks bearing gifts) ซึ่งแตกต่างจากความเป็นเจ้าของที่คนงานสร้างขึ้นด้วยตนเอง
บทสรุป
Russell สรุปว่าความเป็นเจ้าของของพนักงานจะให้พลังแก่คนงานได้เท่ากับที่คนงานใส่ลงไปในนั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้จะยังคงอยู่ในวาระระดับชาติเพราะมันคือส่วนหนึ่งของ "ความฝันแบบอเมริกัน" (American Dream)
คำถามที่พบบ่อย
แนวคิดหลักของหนังสือ Sharing Ownership in the Workplace คืออะไร?
คือการวิเคราะห์ว่าความเป็นเจ้าของของพนักงานสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมองค์กรที่คนงานเป็นเจ้าของมักจะเปลี่ยนกลับไปเป็นบริษัทรูปแบบปกติที่จ้างแรงงานภายนอก
ทำไมกลุ่มวิชาชีพถึงมีความเสถียรมากกว่าสหกรณ์ประเภทอื่น?
เพราะใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อย มีระบบการแบ่งรายได้ที่ชัดเจนตามผลงาน และมีโครงสร้างการเลื่อนตำแหน่งที่สร้างแรงจูงใจให้พนักงานที่มีทักษะ
Russell มีความเห็นอย่างไรต่อ ESOPs?
เขามองว่า ESOPs ที่ริเริ่มโดยฝ่ายบริหารมักเป็นเครื่องมือในการควบคุมพนักงานหรือป้องกันการเทคโอเวอร์ มากกว่าจะเป็นการสร้างประชาธิปไตยในที่ทำงานอย่างแท้จริง

