ระบบเงินตราที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์
สรุปใจความสำคัญ
- ใช้หน่วยเวลา (เช่น ชั่วโมง) เป็นหน่วยวัดมูลค่าแทนเงินตราปกติ
- ยึดหลักการว่าเวลาของทุกคนมีค่าเท่ากัน โดยไม่คำนึงถึงประเภทของทักษะหรืออาชีพ
- มีรากฐานมาจากทฤษฎีมูลค่าแรงงานในศตวรรษที่ 19 และถูกพัฒนาเป็นธนาคารเวลาในศตวรรษที่ 20
ระบบเงินตราที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์ (Time-based currency) คือระบบการแลกเปลี่ยนทางเลือกหรือสกุลเงินทางเลือกที่ใช้หน่วยของเวลา เช่น ชั่วโมง หรือหน่วยย่อยของชั่วโมง เป็นหน่วยในการวัดมูลค่า (Unit of Account) แทนการใช้เงินตราปกติในระบบเศรษฐกิจ
หลักการทำงานของระบบ
ในระบบนี้ มูลค่าของสิ่งที่แลกเปลี่ยนจะถูกกำหนดด้วยเวลาที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริการ โดยมีรูปแบบหลักดังนี้:
- ความเท่าเทียมของเวลา: ระบบส่วนใหญ่ยึดหลักการว่าเวลาของทุกคนมีค่าเท่ากัน โดยกำหนดให้ 1 ชั่วโมงของการทำงานหรือการให้บริการ เท่ากับ 1 หน่วยเครดิตเวลา ซึ่งผู้ที่ให้บริการจะได้รับเครดิตนี้เพื่อนำไปแลกรับบริการจากอาสาสมัครคนอื่นในระบบในจำนวนเวลาที่เท่ากัน
- หน่วยย่อยของเวลา: บางระบบอาจใช้หน่วยที่ละเอียดกว่าชั่วโมง เช่น นาที หรือทุกๆ 15 นาที เพื่อความสะดวกในการคำนวณมูลค่าบริการขนาดเล็ก
- การแลกเปลี่ยนสินค้า: แม้ว่าระบบนี้จะเน้นการแลกเปลี่ยนบริการเป็นหลัก แต่สามารถนำมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้โดยการคำนวณ 'ราคา' ของสินค้าตามอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยของประเทศนั้นๆ เช่น หากค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง สินค้าที่มีราคา 20 ดอลลาร์จะถูกตีมูลค่าเท่ากับ 1 ชั่วโมงเวลา

ประวัติและการพัฒนา
รากฐานในศตวรรษที่ 19
แนวคิดการใช้แรงงานเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้:
- ร้านค้าเวลาแห่งซินซินแนติ (Cincinnati Time Store): ก่อตั้งโดย โจไซอาห์ วอร์เรน (Josiah Warren) ในปี 1827 เพื่อทดสอบทฤษฎีมูลค่าแรงงาน (Labor Theory of Value) โดยใช้เวลาทำงานเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
- National Equitable Labour Exchange: ก่อตั้งโดย โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) นักสังคมนิยมชาวเวลส์ในลอนดอน ปี 1832 โดยมีการออก "ตั๋วแรงงาน" (Labour Notes) ที่ระบุหน่วยเป็นชั่วโมง (เช่น 1, 2, 5, 10 ชั่วโมง)
- แนวคิดของนักคิดคนสำคัญ: ปิแอร์-โจเซฟ พรูดอง (Pierre-Joseph Proudhon) และ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ต่างเคยนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับใบรับรองแรงงาน (Labor Certificates) เพื่อใช้ในการเบิกจ่ายสินค้าจากคลังส่วนกลางตามจำนวนแรงงานที่ได้ลงแรงไป

การพัฒนาในศตวรรษที่ 20
ในยุคสมัยใหม่ ระบบนี้ได้ถูกพัฒนาให้เป็นรูปแบบ "ธนาคารเวลา" (Time Bank) ที่เน้นการช่วยเหลือกันในชุมชน:
- เทรุโกะ มิซูชิมะ (Teruko Mizushima): ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้สร้างธนาคารเวลาแห่งแรกของโลกในปี 1973 ในประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจากกลุ่มอาสาสมัครที่ช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ เช่น การเย็บปักถักร้อย ซึ่งต่อมาขยายตัวเป็นเครือข่ายอาสาสมัครขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกหลายพันคนทั่วประเทศ
- เอ็ดการ์ เอส. คาห์น (Edgar S. Cahn): เป็นผู้บัญญัติคำว่า "Time Dollars" เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างทุนทางสังคมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในระดับท้องถิ่น
คำถามที่พบบ่อย
ระบบเงินตราที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์แตกต่างจากเงินตราปกติอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือระบบนี้ไม่ใช้มูลค่าตลาด (Market Value) ในการกำหนดราคา แต่ใช้ 'เวลา' ที่ใช้ในการทำงานเป็นเกณฑ์ โดย 1 ชั่วโมงของทุกคนจะมีค่าเท่ากันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานทักษะสูงหรือทักษะต่ำ
เราสามารถใช้ระบบนี้แลกเปลี่ยนสินค้าได้หรือไม่?
ได้ โดยการกำหนดราคาของสินค้าโดยอิงจากอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยของประเทศนั้นๆ เพื่อแปลงมูลค่าสินค้าเป็นหน่วยเวลา
ใครคือผู้ก่อตั้งธนาคารเวลาแห่งแรกของโลก?
เทรุโกะ มิซูชิมะ (Teruko Mizushima) เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารเวลาแห่งแรกในปี 1973 ในประเทศญี่ปุ่น

