เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เทอร์เนอร์ ผู้พิพากษาและนักกฎหมายผู้ทรงอิทธิพลของนิวซีแลนด์
สรุปใจความสำคัญ
- ดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ของนิวซีแลนด์ในช่วงปี ค.ศ. 1972-1973
- สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในคดี R v Gardner และ R v Phillips เกี่ยวกับการตัดพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ
- เป็นผู้ปรับปรุงตำรากฎหมายด้านการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ (Misrepresentation) ให้ทันสมัยในวัยชรา
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คิงคัม เทอร์เนอร์ (Sir Alexander Kingcome Turner KBE QC) เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1901 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1993 เป็นนักกฎหมายและผู้พิพากษาชาวนิวซีแลนด์ที่เกิดในเมืองโอ๊คแลนด์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมของนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะในด้านกฎหมายพยานหลักฐาน
ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา
เทอร์เนอร์เป็นหนึ่งในบุตรชายสี่คนของ โจเซฟ เฮิร์สต์ เทอร์เนอร์ ซึ่งเป็นครู และเกอร์ทรูด คิงคัม รีด บุตรสาวของศาสนาจารย์นิกายเมทอดิสต์ เขาเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเมานต์อีเดน (Mount Eden School) และโรงเรียนมัธยมโอ๊คแลนด์แกรมมาร์ (Auckland Grammar School) หลังจากที่บิดาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้ 11 ปี ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากทางการเงิน
ในด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา เทอร์เนอร์สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ (Auckland University College) โดยได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (BA) ในปี ค.ศ. 1921, ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (MA) สาขาเศรษฐศาสตร์ พร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี ค.ศ. 1922 และปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (LLB) ในปี ค.ศ. 1923
เขาแต่งงานกับ โดโรเธีย ฟรานเซส มัลแกน (Dorothea Frances Mulgan) ซึ่งเป็นนักเขียน นักวิจารณ์ นักวิชาการภาษากรีก และช่างทอผ้า ในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1934 ที่เมืองเวลลิงตัน โดยทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสามคน
เส้นทางอาชีพทางกฎหมาย
ในช่วงที่ทำงานเป็นทนายความ (Barrister) เทอร์เนอร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในคดีอาญาที่สำคัญสองคดี ได้แก่ R v Gardner (1932) และ R v Phillips [1949] ซึ่งเขาสามารถโต้แย้งให้ศาลตัดคำให้การที่ได้มาจากการข่มขู่หรือการจูงใจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากการเป็นพยานหลักฐานในคดี คำวินิจฉัยในคดีเหล่านี้ยังคงถูกนำมาอ้างอิงในตำรากฎหมายพยานหลักฐานจนถึงปัจจุบัน
ในปี ค.ศ. 1952 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความชั้นสูง (Queen's Counsel - QC) และต่อมาในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1953 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาของนิวซีแลนด์ (Supreme Court of New Zealand) หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในศาลระดับจังหวัด เขาได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสประจำเมืองโอ๊คแลนด์
วันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1962 เทอร์เนอร์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (Court of Appeal) ในเมืองเวลลิงตัน ร่วมกับเซอร์ อัลเฟรด นอร์ท และเซอร์ แธดเดียส แมคคาร์ธี โดยเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1972 จนกระทั่งเกษียณอายุในอีก 17 เดือนต่อมา
งานด้านวิชาการและการเขียนตำรา
หลังจากเกษียณจากศาลอุทธรณ์ เทอร์เนอร์ได้เข้าทำงานกับสำนักพิมพ์กฎหมาย Butterworths of New Zealand ในตำแหน่งผู้อำนวยการและบรรณาธิการบริหาร ซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่จนถึงช่วงก่อนเสียชีวิต
ในช่วงวัย 70 และ 80 ปี เขาได้ปรับปรุงตำรากฎหมายที่เขียนโดย จอร์จ สเปนเซอร์ บาวเวอร์ (George Spencer Bower) จากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ให้ทันสมัยขึ้น โดยผลงานที่สำคัญ ได้แก่:
- Actionable Misrepresentation (ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1974)
- Representation (ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1977)
- The Law of Actionable Non-Disclosure (ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1990 ซึ่งเขียนร่วมกับศาสตราจารย์ R.J. Sutton) โดยผลงานชิ้นนี้ตีพิมพ์เมื่อเขาอายุได้ 88 ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเกียรติยศ
เทอร์เนอร์ได้รับเกียรติยศมากมายตลอดชีวิตการทำงาน ได้แก่:
- ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (LLD) จากมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ในปี ค.ศ. 1963
- แต่งตั้งเป็น Knight Bachelor ในปี ค.ศ. 1963
- แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาองคมนตรี (Privy Councillor) ในปี ค.ศ. 1968
- แต่งตั้งเป็น Knight Commander of the Order of the British Empire (KBE) ในปี ค.ศ. 1973
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เทอร์เนอร์ เสียชีวิตที่เมืองโอ๊คแลนด์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1993 ขณะมีอายุได้ 91 ปี
คำถามที่พบบ่อย
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เทอร์เนอร์ มีบทบาทสำคัญอย่างไรในกฎหมายพยานหลักฐาน?
เขามีบทบาทสำคัญในการโต้แย้งให้ศาลไม่รับฟังคำให้การที่ได้มาจากการข่มขู่หรือจูงใจโดยตำรวจ ซึ่งสร้างบรรทัดฐานในคดี R v Gardner และ R v Phillips ซึ่งยังคงถูกอ้างอิงในตำรากฎหมายจนถึงปัจจุบัน
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เทอร์เนอร์ ดำรงตำแหน่งสูงสุดในสายงานตุลาการอย่างไร?
เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ของนิวซีแลนด์
นอกจากการเป็นผู้พิพากษาแล้ว เขามีผลงานด้านอื่นใดอีกบ้าง?
เขาทำงานเป็นบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์กฎหมาย Butterworths และเขียนรวมถึงปรับปรุงตำรากฎหมายหลายเล่มจนถึงอายุ 88 ปี
