← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ฤดูกาลไซโคลนในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ปี 1985–86

สรุปใจความสำคัญ

  • มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นทั้งหมด 10 ลูก ในช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1985 ถึง 22 พฤษภาคม 1986
  • พายุไซโคลนนามูเป็นพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในฤดูกาลนี้ โดยมีผู้เสียชีวิต 103 รายในหมู่เกาะโซโลมอน
  • การติดตามพายุในฤดูกาลนี้ดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาจากฟิจิ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ฤดูกาลไซโคลนในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ปี 1985–86 เป็นฤดูกาลที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนในระดับปานกลาง โดยมีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นทั้งหมด 10 ลูก ภายในบริเวณลุ่มน้ำระหว่างเส้นลองจิจูด 160°ตะวันออก ถึง 120°ตะวันตก ฤดูกาลนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1985 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 1986

การเฝ้าระวังและติดตามพายุในฤดูกาลนี้ดำเนินการโดยหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิ (Fiji Meteorological Service - FMS), สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (Australian Bureau of Meteorology - BoM) และ MetService ของนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานสนับสนุน เช่น ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของสหรัฐอเมริกา (JTWC), Météo-France และ NOAA ที่ร่วมติดตามสถานการณ์ในลุ่มน้ำนี้ด้วย

สรุปภาพรวมของฤดูกาล

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ไม่มีการก่อตัวหรือการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่มีนัยสำคัญเข้ามาในบริเวณลุ่มน้ำแปซิฟิกใต้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม พบว่ามีการก่อตัวของพายุหลายลูก โดยในจำนวนนี้มี 3 ลูกที่เคลื่อนที่มาจากภูมิภาคออสเตรเลีย

ระบบพายุที่สำคัญ

ไซโคลนรุนแรงอิมา (Severe Tropical Cyclone Ima)

พายุไซโคลนอิมาเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 กุมภาพันธ์ โดยส่งผลกระทบต่อหมู่เกาะออสตราล (Austral), หมู่เกาะโซไซเอตี (Society) และหมู่เกาะทูบูไอ (Tubuai) ของเฟรนช์โปลินีเซีย ระหว่างวันที่ 9–14 กุมภาพันธ์ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเกาะริมาทารา (Rimatara)

ไซโคลนจูน (Tropical Cyclone June)

กรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิรายงานการก่อตัวของพายุดีเปรสชันเขตร้อนในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นไซโคลนระดับ 1 ตามมาตราความรุนแรงของออสเตรเลียในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา พายุจูนมีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (65 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในช่วงปลายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และสลายตัวไปในเวลาต่อมา

ไซโคลนเคลลี (Tropical Cyclone Keli)

พายุไซโคลนเคลลีเกิดขึ้นและมีผลกระทบในช่วงวันที่ 8 ถึง 14 กุมภาพันธ์

ไซโคลนลูซี (Tropical Cyclone Lusi)

พายุไซโคลนลูซีเคลื่อนผ่านพื้นที่โดยไม่มีรายงานความเสียหายที่มีนัยสำคัญในประเทศวานูอาตู ตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาวานูอาตู

ไซโคลนอัลเฟรด (Tropical Cyclone Alfred)

พายุไซโคลนอัลเฟรดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 11 มีนาคม

ไซโคลนรุนแรงมาร์ติน (Severe Tropical Cyclone Martin)

พายุไซโคลนรุนแรงมาร์ตินเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10 ถึง 15 เมษายน

ไซโคลนรุนแรงนามู (Severe Tropical Cyclone Namu)

พายุไซโคลนนามูเริ่มก่อตัวจากพายุดีเปรสชันในร่องมรสุมใกล้กับหมู่เกาะโซโลมอน โดยมีความเกี่ยวข้องกับพายุไต้ฝุ่นโลลา (Typhoon Lola) ที่อยู่ทางตอนเหนือ พายุลูกนี้ทวีกำลังแรงขึ้นจนเป็นไซโคลนระดับ 2 ตามมาตราของออสเตรเลีย โดยมีความเร็วลมต่อเนื่อง 10 นาทีสูงสุดที่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (95 ไมล์ต่อชั่วโมง)

ไซโคลนนามูสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปีที่ส่งผลกระทบต่อหมู่เกาะโซโลมอน โดยมีผู้เสียชีวิต 103 ราย และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักของความเสียหายเกิดจากน้ำท่วมฉับพลันในวงกว้าง โดยที่สนามบินนานาชาติโฮเนียรามีการวัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 340 มิลลิเมตร ภายในระยะเวลา 3 วัน

เกาะมาไลตา (Malaita) เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่บนเกาะกวาดัลคาแนล (Guadalcanal) เกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ซึ่งทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตถึง 38 ราย นอกจากนี้ บ้านเรือนกว่าร้อยละ 22 บนเกาะกวาดัลคาแนลได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายลง

คำถามที่พบบ่อย

ฤดูกาลไซโคลนในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ปี 1985–86 มีพายุเกิดขึ้นกี่ลูก?

มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นทั้งหมด 10 ลูก ภายในบริเวณลุ่มน้ำระหว่าง 160°ตะวันออก ถึง 120°ตะวันตก

พายุลูกใดสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในฤดูกาลนี้?

พายุไซโคลนรุนแรงนามู (Severe Tropical Cyclone Namu) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักในหมู่เกาะโซโลมอน มีผู้เสียชีวิต 103 ราย และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

พายุไซโคลนนามูส่งผลกระทบอย่างไรต่อหมู่เกาะโซโลมอน?

ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะบนเกาะกวาดัลคาแนลที่มีผู้เสียชีวิต 38 รายจากดินถล่มเพียงครั้งเดียว และเกาะมาไลตาได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

หน่วยงานใดบ้างที่ทำหน้าที่ติดตามพายุในฤดูกาลนี้?

หน่วยงานหลักคือ กรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิ (FMS), สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (BoM) และ MetService ของนิวซีแลนด์ ร่วมกับ JTWC, Météo-France และ NOAA