การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สรุปใจความสำคัญ
- การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก: การระบุตัวตน, การวิเคราะห์อิทธิพล, การวางแผนการสื่อสาร และการสร้างความผูกพัน
- Edward Freeman เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเชิงจริยธรรมผ่านหนังสือในปี 1984
- การใช้ Power-Interest Grid ช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดลำดับความสำคัญและเลือกกลยุทธ์การสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่ม
- มีแนวทางการบริหารจัดการ 2 รูปแบบหลัก คือ แบบเชิงเครื่องมือ (มุ่งเน้นผลกำไร) และแบบเชิงบรรทัดฐาน (มุ่งเน้นศีลธรรม)
การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Management) หรือการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ คือกระบวนการบริหารจัดการบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ แผนงาน หรือกิจกรรมใดๆ โดย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง ผู้ที่สามารถส่งผลกระทบต่อโครงการ ได้รับผลกระทบจากโครงการ หรือรับรู้ว่าตนเองได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นๆ
กระบวนการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถือเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:
- การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Identifying Stakeholders): การค้นหาและระบุว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ
- การวิเคราะห์อิทธิพล (Determining Influence): การประเมินระดับอำนาจและผลกระทบที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละรายมีต่อโครงการ
- การวางแผนการสื่อสาร (Developing a Communication Management Plan): การกำหนดวิธีการ ช่วงเวลา และเนื้อหาในการสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่ม
- การสร้างความผูกพัน (Influencing through Engagement): การดำเนินการตามแผนเพื่อสร้างความสัมพันธ์และจูงใจให้เกิดการสนับสนุนโครงการ
ในบริบทของการตลาด ลูกค้าถูกจัดเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อมูลค่าระยะยาวของธุรกิจ โดยเป้าหมายหลักขององค์กรคือการบริหารจัดการความพึงพอใจของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ประวัติและความเป็นมา
แนวคิดเรื่องการสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีรากฐานย้อนกลับไปถึงช่วงทศวรรษ 1930 ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด (Stanford Research Institute) ได้ให้คำนิยามของคำว่า "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" เป็นครั้งแรก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เมื่อ Edward Freeman ตีพิมพ์หนังสือ Strategic Management: A Stakeholder Approach ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเชิงจริยธรรม หลังจากนั้นเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และสร้างความผูกพันกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
นอกจากนี้ ระหว่างปี ค.ศ. 1993 ถึง 1998 ศูนย์จริยธรรมทางธุรกิจคลาร์กสัน (Clarkson Centre for Business Ethics) แห่งโรงเรียนการจัดการ Rotman มหาวิทยาลัยโทรอนโต ได้พัฒนา "หลักการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7 ประการ" ขึ้นจากการประชุม 4 ครั้ง
มุมมองและการวิพากษ์วิจารณ์
แนวคิดนี้ไม่ปราศจากข้อโต้แย้ง ในปี ค.ศ. 1996 John Argenti ได้วิจารณ์ว่าแนวคิดการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสิ่งที่ "ไม่น่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง" ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในนิตยสาร Strategy ของสมาคมการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning Society) ขณะที่ Pete Thomas มองว่าวาทกรรมเรื่องการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แม้จะดูเหมือนเป็นการสนับสนุนผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ในความเป็นจริงอาจมีความคลุมเครือ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือเป็นการบิดเบือนและปั่นหัว
ในเชิงวิชาการ Berman, Wicks, Kotha และ Jones ได้แบ่งรูปแบบการบริหารจัดการออกเป็น 2 โมเดลหลัก คือ:
- แนวทางเชิงเครื่องมือ (Instrumental Approach): ผู้บริหารสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อมุ่งหวังผลลัพธ์ทางการเงินในระยะยาวสูงสุด
- แนวทางเชิงบรรทัดฐาน (Normative Approach): มองว่าการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่ธุรกิจต้องยึดถือ (Intrinsic Stakeholder Commitment)
แม้ว่างานวิจัยของ Donaldson และ Preston จะพัฒนาแนวทางเชิงบรรทัดฐาน แต่ Berman และคณะพบว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนประโยชน์ทางการเงินจากแนวทางเชิงเครื่องมือมากกว่า แต่ไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนสำหรับโมเดลเชิงบรรทัดฐาน
ประเภทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร
องค์กรหนึ่งๆ มักมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม เช่น ลูกค้า, ผู้ถือหุ้น, พนักงาน, และคู่ค้า (Suppliers) โดยหนึ่งในหลักการของศูนย์คลาร์กสันระบุว่า ผู้บริหารควรตระหนักถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างบทบาทของตนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร กับความรับผิดชอบทางกฎหมายและศีลธรรมในการรักษาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
การจัดลำดับความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เครื่องมือที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์คือ แผนผังอำนาจและความสนใจ (Power-Interest Grid) เพื่อจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามระดับอำนาจ (Power) และความสนใจ (Interest) ซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์การรับมือที่แตกต่างกัน:
| ระดับอำนาจ / ความสนใจ | ความสนใจต่ำ | ความสนใจสูง |
|---|---|---|
| อำนาจสูง | ดูแลให้พึงพอใจ (Keep Satisfied) - ให้ความสำคัญพอประมาณเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย | บริหารจัดการอย่างใกล้ชิด (Manage Closely) - ต้องสร้างความผูกพันอย่างเต็มที่และพยายามตอบสนองความต้องการสูงสุด |
| อำนาจต่ำ | เฝ้าระวัง (Monitor) - ติดตามห่างๆ และไม่สื่อสารมากเกินความจำเป็น | แจ้งให้ทราบ (Keep Informed) - สื่อสารข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทราบความคืบหน้าและป้องกันปัญหา |
การสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เป้าหมายของการบริหารจัดการคือการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกผ่านการจัดการความคาดหวังและวัตถุประสงค์ที่ตกลงร่วมกัน โดยเน้นให้องค์กรคำนึงถึงผลกระทบจากการตัดสินใจที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสิทธิและความคาดหวังของพวกเขา
ในปัจจุบัน หลายองค์กรมีการนำ ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ หรือ เว็บแอปพลิเคชัน เฉพาะทางด้านการสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement Software) มาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล วางแผนการสื่อสาร บันทึกการปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ
วัตถุประสงค์ของการสร้างความผูกพัน
- การสื่อสาร: เพื่อให้มั่นใจว่าข้อความที่ส่งไปถูกเข้าใจอย่างถูกต้องและได้รับผลตอบรับตามที่ต้องการ
- การปรึกษาหารือ: การขอความคิดเห็นและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำอย่างสม่ำเสมอ
- ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์: การมีความเห็นอกเห็นใจและตระหนักถึงความรู้สึกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การวางแผน: การลงทุนเวลาและการวางแผนอย่างรอบคอบจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
- การสร้างความเชื่อมั่น: มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การบริหารความเสี่ยง: มองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยประเมินจากความเป็นไปได้และผลกระทบ
- การประนีประนอม: หาจุดสมดุลท่ามกลางลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่ม
คำถามที่พบบ่อย
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) คือใคร?
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรใดๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อโครงการ หรือได้รับผลกระทบจากโครงการ หรือแม้แต่รับรู้ว่าตนเองได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นๆ
Power-Interest Grid คืออะไรและใช้ทำอะไร?
Power-Interest Grid คือเครื่องมือวิเคราะห์ที่แบ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกเป็น 4 กลุ่มตามระดับอำนาจและความสนใจ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารและการรับมือที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้
ความแตกต่างระหว่างแนวทาง Instrumental และ Normative คืออะไร?
แนวทาง Instrumental (เชิงเครื่องมือ) คือการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเพิ่มผลกำไรหรือผลลัพธ์ทางการเงินในระยะยาว ส่วนแนวทาง Normative (เชิงบรรทัดฐาน) คือการบริหารจัดการโดยมองว่าเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมและความรับผิดชอบขององค์กร
ทำไมการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงสำคัญต่อธุรกิจ?
เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความขัดแย้ง เพิ่มการสนับสนุนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และช่วยให้โครงการหรือธุรกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน
