รูปดาวหลายเหลี่ยม เรขาคณิตและคุณสมบัติ
สรุปใจความสำคัญ
- รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ Schläfli {p/q} โดย p คือจำนวนจุดยอด และ q คือความหนาแน่น
- รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติจะต้องมีด้านทุกด้านยาวเท่ากันและมุมทุกมุมเท่ากัน
- หาก p และ q ของสัญลักษณ์ Schläfli ไม่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ จะเกิดเป็นรูปหลายเหลี่ยมเชิงประกอบหรือรูปดาวเสื่อม
- การสร้างรูปดาวสามารถทำได้ผ่านการเชื่อมต่อจุดยอดที่เว้นระยะเท่ากัน หรือการขยายด้าน (Stellation) ของรูปหลายเหลี่ยมปกติแบบนูน
ในทางเรขาคณิต รูปดาวหลายเหลี่ยม (Star Polygon) คือรูปหลายเหลี่ยมประเภทหนึ่งที่ไม่เป็นรูปนูน (Non-convex polygon) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีเส้นขอบที่ตัดกันเองภายในรูป โดยรูปดาวหลายเหลี่ยมปกติ (Regular Star Polygons) ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดในเชิงคณิตศาสตร์ ในขณะที่รูปดาวหลายเหลี่ยมทั่วไปอาจไม่มีคำนิยามที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว แต่สามารถสร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการตัดมุม (Truncation) ของรูปหลายเหลี่ยมปกติทั้งแบบนูนและแบบดาว

การเรียกชื่อรูปดาวหลายเหลี่ยม
การเรียกชื่อรูปดาวหลายเหลี่ยมมักใช้การผสมคำระหว่างคำนำหน้าตัวเลข (Numeral prefix) เช่น penta- (ห้า) กับคำลงท้ายภาษากรีกว่า -gram (ซึ่งมาจากคำว่า γραμμή หรือ grammḗ ที่แปลว่า เส้น) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เพนทาแกรม (Pentagram) ซึ่งหมายถึงรูปดาวห้าแฉก
ในบางกรณีอาจมีการใช้คำนำหน้าจากภาษาละติน เช่น รูปดาวเก้าแฉกที่เรียกว่า enneagram (กรีก) หรือ nonagram (ละติน) ทั้งนี้ ชื่อ "รูปดาว" มีที่มาจากลักษณะของรูปทรงที่คล้ายกับเส้นแสงที่แผ่ออกมาจากดวงดาวที่เกิดจากการหักเหของแสง (Diffraction spikes)
รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติ (Regular Star Polygon)
รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติคือรูปหลายเหลี่ยมที่มีด้านทุกด้านยาวเท่ากัน (Equilateral) และมีมุมทุกมุมเท่ากัน (Equiangular) โดยมีลักษณะเป็นเส้นตัดกันเอง (Self-intersecting)
สัญลักษณ์ Schläfli และความหนาแน่น
รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติจะถูกแทนด้วย สัญลักษณ์ Schläfli {p/q} โดยที่:
- p คือ จำนวนจุดยอด (Vertices)
- q คือ ความหนาแน่น (Density) หรือจำนวนรอบที่เส้นลากผ่านจุดศูนย์กลางก่อนจะกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น
เงื่อนไขสำคัญคือ p และ q ต้องเป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ (Relatively prime) คือไม่มีตัวหารร่วมอื่นนอกจาก 1 และ q ต้องมีค่าตั้งแต่ 2 ขึ้นไป หาก p และ q ไม่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นรูปหลายเหลี่ยมเชิงประกอบ (Polygonal compound) หรือรูปดาวที่ซ้อนทับกัน
วิธีการสร้างรูปดาวหลายเหลี่ยม
การสร้างรูปดาวหลายเหลี่ยมปกติสามารถทำได้สองวิธีหลัก ดังนี้:
- การเชื่อมต่อจุดยอด (Vertex Connection): เริ่มจากการกำหนดจุด p จุดให้ห่างเท่าๆ กันบนวงกลม จากนั้นลากเส้นเชื่อมจากจุดหนึ่งไปยังจุดที่ q ถัดไป ทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าเส้นจะกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น ตัวอย่างเช่น ในรูปห้าเหลี่ยมปกติ การลากเส้นจากจุดที่ 1 ไปยังจุดที่ 3, 3 ไป 5, 5 ไป 2, 2 ไป 4 และ 4 กลับมาที่ 1 จะทำให้เกิดเพนทาแกรม {5/2}
- การสร้างดาว (Stellation): เป็นการขยายด้านของรูปหลายเหลี่ยมปกติแบบนูน (Convex regular core) ออกไปจนกว่าเส้นเหล่านั้นจะตัดกันและเกิดจุดยอดใหม่

กรณีพิเศษและรูปดาวเสื่อม (Degenerate Star Polygons)
หาก p และ q ไม่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า รูปดาวเสื่อม ซึ่งจะมีจุดยอดและเส้นขอบซ้อนทับกัน ตัวอย่างเช่น {6/2} จะมีลักษณะภายนอกเหมือนรูปสามเหลี่ยม แต่ในทางเรขาคณิตถือเป็นรูปหกเหลี่ยมที่ลากเส้นวนรอบจุดศูนย์กลางสองรอบ (Double-winding single unicursal hexagon) ไม่ใช่รูปสามเหลี่ยมสองรูปที่วางซ้อนกัน
ความแตกต่างระหว่าง Polygram และ Star Polygon
คำว่า Polygram เป็นคำที่ครอบคลุมกว้างกว่า โดยรวมถึงทั้งรูปดาวหลายเหลี่ยม (เช่น เพนทาแกรม) และรูปหลายเหลี่ยมเชิงประกอบ (Compound figures) เช่น เฮกซาแกรม (Hexagram) หรือดาวหกแฉก ซึ่งเกิดจากรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสองรูปวางซ้อนทับกัน
คำถามที่พบบ่อย
รูปดาวหลายเหลี่ยม (Star Polygon) ต่างจากรูปหลายเหลี่ยมปกติอย่างไร?
รูปดาวหลายเหลี่ยมเป็นรูปหลายเหลี่ยมไม่นูน (Non-convex) ที่มีเส้นขอบตัดกันเองภายในรูป ในขณะที่รูปหลายเหลี่ยมปกติแบบนูนจะมีเส้นขอบที่ไม่ตัดกันและล้อมรอบพื้นที่ภายในเพียงจุดเดียว
สัญลักษณ์ Schläfli {p/q} คืออะไร?
คือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ระบุลักษณะของรูปดาวหลายเหลี่ยม โดย p แทนจำนวนจุดยอด และ q แทนความหนาแน่นหรือจำนวนรอบที่เส้นลากวนรอบจุดศูนย์กลางก่อนจะบรรจบจุดเริ่มต้น
เพนทาแกรม (Pentagram) มีสัญลักษณ์ Schläfli เป็นอะไร?
เพนทาแกรมหรือดาวห้าแฉกมีสัญลักษณ์ Schläfli คือ {5/2} เนื่องจากมีจุดยอด 5 จุด และลากเส้นเชื่อมจุดที่ 2 ถัดไป
รูปดาวหกแฉก (Hexagram) เป็นรูปดาวหลายเหลี่ยมปกติหรือไม่?
ไม่ ในทางเรขาคณิต รูปดาวหกแฉกปกติ (เช่น ดาวแห่งเดวิด) เป็นรูปหลายเหลี่ยมเชิงประกอบ (Compound polygon) ที่เกิดจากรูปสามเหลี่ยมสองรูปซ้อนกัน ไม่ใช่รูปดาวหลายเหลี่ยมปกติรูปเดียวที่ลากเส้นต่อเนื่องกันได้ (Unicursal)
