คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส อาการ การวินิจฉัย และการรักษา
สรุปใจความสำคัญ
- เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Group A Streptococcus (S. pyogenes)
- การเพาะเชื้อจากลำคอ (Throat Culture) เป็นวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด
- หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไข้รูมาติก
คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส หรือที่รู้จักกันในชื่อ Strep Throat คือการติดเชื้อที่บริเวณคอหอย (pharynx) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pyogenes (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวก
อาการของโรค
อาการทั่วไปของโรคนี้ ได้แก่ ไข้สูง, เจ็บคอ, ต่อมทอนซิลแดง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าคอโตขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน และในบางกรณีอาจเกิดผื่นแดงลักษณะคล้ายกระดาษทราย ซึ่งเป็นอาการของ ไข้ดำแดง (Scarlet Fever)

สัญญาณและอาการที่สำคัญ
- เจ็บคออย่างรุนแรง
- มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
- มีจุดหนอง (exudates) บนต่อมทอนซิล
- ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ
อาการมักจะเริ่มปรากฏหลังจากได้รับเชื้อ 1-3 วัน และคงอยู่ประมาณ 7-10 วัน หากมีอาการตาแดง, เสียงแหบ, น้ำมูกไหล หรือแผลในปาก มักจะเป็นการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย



สาเหตุและการแพร่กระจาย
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Group A β-hemolytic Streptococcus (GAS) โดยมนุษย์เป็นแหล่งรังโรคหลัก เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสปาก จมูก หรือดวงตา
การวินิจฉัย
แพทย์อาจใช้เกณฑ์ Modified Centor Criteria เพื่อประเมินโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยพิจารณาจาก:
- ไม่มีอาการไอ
- ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ
- อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38.0 องศาเซลเซียส
- มีคราบหนองหรือต่อมทอนซิลบวม
- อายุ (น้อยกว่า 15 ปี ได้คะแนนเพิ่ม, มากกว่า 44 ปี ได้คะแนนลด)
สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเพาะเชื้อจากลำคอ (Throat Culture) ถือเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัย โดยมีความไวในการตรวจสูงถึง 90-95% นอกจากนี้ยังมีการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Detection Test - RADT) ซึ่งให้ผลเร็วแต่มีความไวต่ำกว่า
การรักษาและการป้องกัน
การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะแนะนำให้ใช้เฉพาะในรายที่ได้รับการยืนยันการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก (Rheumatic Fever) และฝีรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess)
สำหรับการบรรเทาอาการปวด สามารถใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน
การป้องกัน
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ
- ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น
- ผู้ป่วยควรแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าไข้จะลดลง และหลังจากเริ่มยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัสแตกต่างจากเจ็บคอจากไวรัสอย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว หากมีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดง มักเกิดจากไวรัส แต่หากมีไข้สูง เจ็บคออย่างรุนแรง และมีคราบหนองสีขาวบนต่อมทอนซิลโดยไม่มีอาการไอ มักสงสัยว่าเกิดจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส
ทำไมต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา Strep Throat?
ยาปฏิชีวนะไม่เพียงแต่ช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดการแพร่เชื้อ แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไข้รูมาติก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและข้อต่อ
เมื่อไหร่ผู้ป่วย Strep Throat จะหยุดแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้?
ผู้ป่วยจะหยุดแพร่เชื้อได้หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง และเมื่อไข้ลดลงแล้ว


