← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส อาการ การวินิจฉัย และการรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Group A Streptococcus (S. pyogenes)
  • การเพาะเชื้อจากลำคอ (Throat Culture) เป็นวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด
  • หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไข้รูมาติก

คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส หรือที่รู้จักกันในชื่อ Strep Throat คือการติดเชื้อที่บริเวณคอหอย (pharynx) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pyogenes (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวก

อาการของโรค

อาการทั่วไปของโรคนี้ ได้แก่ ไข้สูง, เจ็บคอ, ต่อมทอนซิลแดง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าคอโตขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน และในบางกรณีอาจเกิดผื่นแดงลักษณะคล้ายกระดาษทราย ซึ่งเป็นอาการของ ไข้ดำแดง (Scarlet Fever)

ต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ที่มีคราบขาว
ภาพแสดงต่อมทอนซิลขนาดใหญ่บริเวณหลังคอที่มีคราบหนองสีขาวปกคลุม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส

สัญญาณและอาการที่สำคัญ

  • เจ็บคออย่างรุนแรง
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • มีจุดหนอง (exudates) บนต่อมทอนซิล
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ

อาการมักจะเริ่มปรากฏหลังจากได้รับเชื้อ 1-3 วัน และคงอยู่ประมาณ 7-10 วัน หากมีอาการตาแดง, เสียงแหบ, น้ำมูกไหล หรือแผลในปาก มักจะเป็นการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย

การติดเชื้อในลำคอที่มีคราบขาว
การติดเชื้อในลำคอที่ผลเพาะเชื้อเป็นบวกสำหรับเชื้อ Group A Streptococcus โดยสังเกตเห็นต่อมทอนซิลขนาดใหญ่พร้อมคราบหนองสีขาว
จุดเลือดออกที่เพดานอ่อน
ภาพแสดงจุดเลือดออกเล็กๆ (petechiae) บนเพดานอ่อน ซึ่งเป็นอาการที่ไม่พบบ่อยแต่มีความจำเพาะเจาะจงสูงต่อโรคคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส
ต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก
กรณีผู้ป่วยเด็กอายุ 8 ปี ที่มีผลเพาะเชื้อเป็นบวก โดยแสดงให้เห็นคราบหนองสีขาวบนต่อมทอนซิลอย่างชัดเจน

สาเหตุและการแพร่กระจาย

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Group A β-hemolytic Streptococcus (GAS) โดยมนุษย์เป็นแหล่งรังโรคหลัก เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสปาก จมูก หรือดวงตา

การวินิจฉัย

แพทย์อาจใช้เกณฑ์ Modified Centor Criteria เพื่อประเมินโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยพิจารณาจาก:

  • ไม่มีอาการไอ
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ
  • อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38.0 องศาเซลเซียส
  • มีคราบหนองหรือต่อมทอนซิลบวม
  • อายุ (น้อยกว่า 15 ปี ได้คะแนนเพิ่ม, มากกว่า 44 ปี ได้คะแนนลด)

สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเพาะเชื้อจากลำคอ (Throat Culture) ถือเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัย โดยมีความไวในการตรวจสูงถึง 90-95% นอกจากนี้ยังมีการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Detection Test - RADT) ซึ่งให้ผลเร็วแต่มีความไวต่ำกว่า

การรักษาและการป้องกัน

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะแนะนำให้ใช้เฉพาะในรายที่ได้รับการยืนยันการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก (Rheumatic Fever) และฝีรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess)

สำหรับการบรรเทาอาการปวด สามารถใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน

การป้องกัน

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ
  • ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ป่วยควรแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าไข้จะลดลง และหลังจากเริ่มยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัสแตกต่างจากเจ็บคอจากไวรัสอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว หากมีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดง มักเกิดจากไวรัส แต่หากมีไข้สูง เจ็บคออย่างรุนแรง และมีคราบหนองสีขาวบนต่อมทอนซิลโดยไม่มีอาการไอ มักสงสัยว่าเกิดจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส

ทำไมต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา Strep Throat?

ยาปฏิชีวนะไม่เพียงแต่ช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดการแพร่เชื้อ แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไข้รูมาติก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและข้อต่อ

เมื่อไหร่ผู้ป่วย Strep Throat จะหยุดแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้?

ผู้ป่วยจะหยุดแพร่เชื้อได้หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง และเมื่อไข้ลดลงแล้ว