เครื่องบินเทย์เลอร์คราฟต์ L-2 แกรสฮอปเปอร์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเครื่องบินตรวจการณ์และติดต่อสื่อสารที่ใช้ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
- ชื่อ 'Grasshopper' ถูกตั้งโดยพลเอก อินนิส พี. สวิฟต์ จากลักษณะการลงจอดที่กระโดดไปมา
- มีความสามารถพิเศษในการขึ้นและลงจอดในพื้นที่จำกัด เช่น ทุ่งหญ้าหรือถนน
- หลังสงครามถูกนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องบินพลเรือนรุ่น Model DCO-65
เทย์เลอร์คราฟต์ L-2 แกรสฮอปเปอร์ (Taylorcraft L-2 Grasshopper) เป็นเครื่องบินตรวจการณ์และติดต่อสื่อสารสัญชาติอเมริกันที่ผลิตโดยบริษัทเทย์เลอร์คราฟต์ (Taylorcraft) เพื่อใช้งานในกองทัพอากาศสหรัฐฯ (United States Army Air Forces) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวสูงและสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ทุรกันดารได้
ประวัติการพัฒนาและการออกแบบ
ในปี ค.ศ. 1941 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้สั่งซื้อเครื่องบินรุ่น Taylorcraft Ds จำนวน 4 เครื่อง โดยใช้รหัสเรียกขานว่า YO-57 เพื่อนำมาประเมินผลการใช้งานในช่วงฤดูร้อนปีเดียวกันในรัฐลุยเซียนาและเท็กซัส โดยเน้นการใช้งานในด้านการสนับสนุน เช่น การขนส่งเบาและการส่งสาร
ชื่อ "แกรสฮอปเปอร์" (Grasshopper) หรือ "ตั๊กแตน" มีที่มาจากพลเอก อินนิส พี. สวิฟต์ (General Innis P. Swift) ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 ซึ่งตั้งชื่อนี้หลังจากที่ได้เห็นการลงจอดที่ดูสั่นคลอนและกระโดดไปมาคล้ายตั๊กแตน ต่อมากองทัพได้สั่งผลิตในรหัส O-57 Grasshopper และเปลี่ยนรหัสเรียกขานเป็น L-2 Grasshopper ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942

บทบาททางยุทธวิธีและการใช้งาน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังภาคพื้นดินของกองทัพบกสหรัฐฯ ได้นำ L-2 และเครื่องบินติดต่อสื่อสารรุ่นอื่น ๆ มาใช้งานในลักษณะเดียวกับบอลลูนตรวจการณ์ที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีหน้าที่หลักดังนี้:
- การตรวจการณ์: ค้นหาตำแหน่งการรวมตัวของทหารและเสบียงของศัตรู
- การชี้เป้า: ประสานงานและนำทางให้ปืนใหญ่ยิงถล่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
- การติดต่อสื่อสาร: ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินส่งสารและขนส่งระยะสั้น
- การลาดตระเวน: ปฏิบัติการลาดตระเวนระยะสั้น โดยอาศัยความสามารถในการขึ้นและลงจอดบนถนน ทุ่งโล่ง หรือทางวิ่งชั่วคราวที่จัดเตรียมขึ้นอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม เครื่องบินรุ่น L-2 ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในบทบาทการฝึกหัดภายในสหรัฐอเมริกา และมีจำนวนเพียงไม่กี่เครื่องที่ถูกส่งไปปฏิบัติการในต่างแดน
การใช้งานหลังสงคราม
หลังสิ้นสุดสงคราม เครื่องบิน L-2 หลายเครื่องถูกดัดแปลงเพื่อใช้งานในภาคพลเรือน โดยจดทะเบียนในชื่อรุ่น Model DCO-65 ซึ่งยังคงมีนักบินส่วนตัวในสหรัฐอเมริกานำมาใช้งานจนถึงปัจจุบัน
ในด้านกฎระเบียบการบิน เครื่องบินตระกูล L-2 ส่วนใหญ่ (ยกเว้นรุ่น L-2M ซึ่งมีน้ำหนักเกินเกณฑ์กำหนด 5 ปอนด์) ได้รับการรับรองให้เป็นเครื่องบินกีฬาเบา (Light-sport aircraft) ซึ่งทำให้ผู้ที่ถือใบอนุญาตนักบินกีฬา (Sport Pilot Certificate) สามารถนำเครื่องบินรุ่นนี้ขึ้นบินได้

คุณลักษณะทางเทคนิค (รุ่น L-2A)
| หัวข้อ | รายละเอียด | ||
|---|---|---|---|
| ลูกเรือ | 2 คน (นักบินและผู้ตรวจการณ์) | น้ำหนักบรรทุก | 425 ปอนด์ (193 กก.) |
| ความยาว | 22 ฟุต 9 นิ้ว (6.9 เมตร) | ช่วงปีก | 35 ฟุต 5 นิ้ว (10.8 เมตร) |
| ความสูง | 6 ฟุต 8 นิ้ว (2.0 เมตร) | พื้นที่ปีก | 181 ตารางฟุต (16.8 ตร.ม.) |
| น้ำหนักตัวเปล่า | 875 ปอนด์ (397 กก.) | น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด | 1,300 ปอนด์ (590 กก.) |
| เครื่องยนต์ | Continental O-170-3 4 สูบ ระบายอากาศ 65 แรงม้า | ความเร็วสูงสุด | 92 ไมล์ต่อชั่วโมง (148 กม./ชม.) |
| เพดานบิน | 12,000 ฟุต (3,658 เมตร) | ระยะบินไกล | 303 ไมล์ (488 กม.) |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเครื่องบินรุ่นนี้ถึงชื่อว่า Grasshopper?
ชื่อนี้ถูกตั้งโดยพลเอก อินนิส พี. สวิฟต์ หลังจากที่ท่านได้เห็นเครื่องบินลงจอดในลักษณะที่กระโดดไปมาคล้ายกับตั๊กแตน
บทบาทหลักของ L-2 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คืออะไร?
ใช้ในการตรวจการณ์หาตำแหน่งศัตรู ชี้เป้าให้ปืนใหญ่ และทำหน้าที่เป็นเครื่องบินติดต่อสื่อสารและขนส่งระยะสั้น
ปัจจุบันยังมีการใช้งานเครื่องบินรุ่นนี้อยู่หรือไม่?
ยังมีเครื่องบิน L-2 บางส่วนที่ถูกดัดแปลงเป็นรุ่น DCO-65 สำหรับพลเรือน และยังคงสามารถบินได้ในสหรัฐอเมริกา
ใครสามารถขับเครื่องบิน L-2 ได้ในปัจจุบัน?
รุ่นส่วนใหญ่ (ยกเว้น L-2M) ได้รับการรับรองเป็นเครื่องบินกีฬาเบา ซึ่งผู้ถือใบอนุญาต Sport Pilot Certificate สามารถบินได้


