← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สถานีรถไฟท็อตเนส ประวัติศาสตร์และการเชื่อมต่อทางรางในเดวอน

สรุปใจความสำคัญ

  • เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1847 โดยบริษัท South Devon Railway
  • เคยมีการวางแผนใช้ระบบพลังงานบรรยากาศ (Atmospheric power) แต่ไม่ได้นำมาใช้งานจริง
  • มีการเปลี่ยนจากรางกว้าง (Broad gauge) เป็นรางมาตรฐาน (Standard gauge) ในปี ค.ศ. 1892
  • เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างเส้นทางหลักสู่พลีมัธและเส้นทางสายประวัติศาสตร์สู่ Buckfastleigh

สถานีรถไฟท็อตเนส (Totnes railway station) เป็นสถานีรถไฟที่ให้บริการเมืองท็อตเนส ในมณฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1847 โดยบริษัท South Devon Railway สถานีแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟสายเอ็กซีเทอร์ถึงพลีมัธ (Exeter to Plymouth Line) และอยู่ห่างจากสถานีลอนดอนแพดดิงตัน (London Paddington) ประมาณ 222.83 ไมล์ (358.6 กิโลเมตร)

ประวัติความเป็นมา

สถานีรถไฟท็อตเนสถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท South Devon Railway และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1847 ในช่วงแรกสถานีนี้ทำหน้าที่เป็นสถานีปลายทางจนกระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1848 จึงได้เริ่มเปิดเส้นทางเดินรถผ่านไปยังเมืองพลีมัธ

จุดที่น่าสนใจในเชิงวิศวกรรมคือ ในช่วงเริ่มต้นมีการวางแผนให้เส้นทางนี้ขับเคลื่อนด้วย ระบบพลังงานบรรยากาศ (Atmospheric power) และมีการสร้างโรงผลิตพลังงานไว้ด้านหลังชานชาลาฝั่งขาออกทิศตะวันออก แต่ในท้ายที่สุดระบบดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง นอกจากนี้ ในยุคแรกสถานียังมีโรงเก็บรถไฟและโรงเก็บสินค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างชานชาลากับแม่น้ำดาร์ต (River Dart)

โรงผลิตพลังงานในอดีตของสถานีรถไฟท็อตเนส
อาคารโรงผลิตพลังงานที่ไม่ได้ถูกใช้งานในระบบพลังงานบรรยากาศ

การขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงทางราง

ในปี ค.ศ. 1872 ท็อตเนสได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับเส้นทางรถไฟสาย Buckfastleigh, Totnes and South Devon Railway ที่มุ่งหน้าไปยังเมืองแอชเบอร์ตัน (Ashburton) รวมถึงมีทางแยกสำหรับขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือท็อตเนส

เหตุการณ์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่:

  • ค.ศ. 1876: บริษัท South Devon Railway ควบรวมกับ Great Western Railway (GWR)
  • ค.ศ. 1892: มีการเปลี่ยนขนาดรางจากรางกว้าง (Broad gauge) ขนาด 7 ฟุต (2,134 มม.) มาเป็นรางมาตรฐาน (Standard gauge) ขนาด 4 ฟุต 8.5 นิ้ว (1,435 มม.) ในช่วงวันที่ 21-22 พฤษภาคม
  • ค.ศ. 1948: การแปรรูปกิจการรถไฟเป็นของรัฐภายใต้ British Railways (Western Region)

เหตุการณ์สำคัญและอุบัติเหตุ

สถานีแห่งนี้ผ่านเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง เช่น การถูกโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1942 ซึ่งทำให้ชานชาลาฝั่งทิศตะวันตกได้รับความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมถึงอุบัติเหตุหม้อต้มรถไฟระเบิดในปี ค.ศ. 1860 ที่ทำให้พนักงานขับรถเสียชีวิต

โครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวก

เส้นทางรถไฟเข้าสู่สถานีจากนิวตันแอบบอต (Newton Abbot) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และโค้งไปทางทิศตะวันตกเพื่อไต่ระดับขึ้นสู่แรตเทอรี (Rattery) ภายในสถานีมีรางรถไฟ 4 เส้น โดยมีชานชาลาขนาบข้างคู่รางด้านนอก

อาคารสถานีปัจจุบันเป็นอาคารอิฐตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นชานชาลาสำหรับรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังพลีมัธและเพนซานซ์ ส่วนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังนิวตันแอบบอตและเอ็กซีเทอร์จะใช้ชานชาลาฝั่งตรงข้าม ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานลอย

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีประกอบด้วย:

  • ที่จอดรถและที่จอดจักรยาน
  • สำนักงานขายตั๋วและเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ
  • ห้องน้ำและป้ายแสดงเวลาเดินรถแบบเรียลไทม์
  • ทางเข้าแบบไร้สิ่งกีดขวาง (Step-free access) ทั้งสองชานชาลา
  • คาเฟ่ซึ่งดัดแปลงมาจากหอสัญญาณไฟ (Signal box) เก่า

การให้บริการในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการรถไฟ 2 บริษัทหลัก ได้แก่:

ผู้ให้บริการเส้นทางหลักความถี่/จุดหมายปลายทาง
Great Western Railway (GWR)ลอนดอนแพดดิงตัน - พลีมัธ - เพนซานซ์ให้บริการประมาณทุกชั่วโมงสำหรับเส้นทางลอนดอน
CrossCountryเส้นทางระยะไกลข้ามภูมิภาคเชื่อมต่อไปยังบริสตอล, เบอร์มิงแฮม, ยอร์ก, นิวคาสเซิล, เอดินบะระ และอาเบอร์ดีน

คำถามที่พบบ่อย

สถานีรถไฟท็อตเนสเปิดให้บริการเมื่อใด?

สถานีเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1847

ในอดีตสถานีนี้เคยใช้ระบบรางแบบใด?

เดิมทีใช้รางกว้าง (Broad gauge) ขนาด 7 ฟุต ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรางมาตรฐาน (Standard gauge) ในปี ค.ศ. 1892

ปัจจุบันมีบริษัทใดให้บริการรถไฟที่สถานีท็อตเนส?

มีผู้ให้บริการ 2 ราย คือ Great Western Railway (GWR) สำหรับเส้นทางหลัก และ CrossCountry สำหรับเส้นทางข้ามภูมิภาค

สามารถเดินทางจากสถานีท็อตเนสไปยังเมืองใดได้บ้าง?

สามารถเดินทางไปยังลอนดอนแพดดิงตัน, พลีมัธ, เพนซานซ์ และเมืองสำคัญอื่นๆ ในอังกฤษและสกอตแลนด์ เช่น เอดินบะระ และอาเบอร์ดีน