← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 สาเหตุ อาการ และการรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่ทำลายเบต้าเซลล์ในตับอ่อน ทำให้ร่างกายขาดอินซูลิน
  • ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับอินซูลินจากภายนอกตลอดชีวิตเพื่อความอยู่รอด
  • สามารถวินิจฉัยแยกจากชนิดที่ 2 ได้ด้วยการตรวจหาแอนติบอดีและระดับ C-peptide
  • หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes - T1D) หรือเบาหวานชนิดที่ 1 มัลลิทัส เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease) ที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเบต้าเซลล์ (Beta cells) ในตับอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน อินซูลินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลในเลือดไปเปลี่ยนเป็นพลังงานหรือเก็บสะสมไว้ หากร่างกายขาดอินซูลิน จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิต

แผนภาพแสดงกลไกการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1
กลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำลายเซลล์ผลิตอินซูลินในตับอ่อน

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน โดยมีสัญญาณเตือนหลักที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมาก ดังนี้:

  • การปัสสาวะบ่อย (Polyuria): ร่างกายพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ
  • กระหายน้ำมาก (Polydipsia): เนื่องจากการสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย
  • หิวบ่อย (Polyphagia): ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงรู้สึกหิวตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว: ร่างกายเริ่มสลายไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน
  • อาการอื่นๆ: สายตาพร่ามัว, อ่อนเพลีย, แผลหายช้า และในเด็กอาจพบอาการปัสสาวะรดที่นอนหรือการติดเชื้อทางผิวหนังซ้ำๆ
ภาพแสดงอาการเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กและผู้ใหญ่
อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจมีความแตกต่างกันตามช่วงวัย

ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Diabetic Ketoacidosis - DKA)

หากร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรงและยาวนาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่เรียกว่า ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) ซึ่งมีอาการอันตราย เช่น ลมหายใจมีกลิ่นหอมคล้ายผลไม้, สับสน, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ปวดท้อง, คลื่นไส้อาเจียน และหายใจลำบาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การหมดสติ โคม่า และเสียชีวิตได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

สาเหตุที่แน่ชัดของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเบต้าเซลล์ในตับอ่อน

  • กลไกภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง: ในผู้ป่วย 70–90% พบว่าร่างกายสร้างแอนติบอดี (Autoantibodies) ขึ้นมาโจมตีโปรตีนในเบต้าเซลล์ เช่น GAD65, IA-2 และ ZNT8
  • เบาหวานชนิดที่ 1 แบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Type 1 Diabetes): ในผู้ป่วย 10–30% พบว่ามีการทำลายเบต้าเซลล์แต่ไม่พบสัญญาณของภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

การวินิจฉัยและการแยกโรค

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานโดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หรือตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) เพื่อยืนยันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

การแยกโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ออกจากชนิดที่ 2 สามารถทำได้โดย:

  1. การตรวจหาแอนติบอดี: หากพบแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเบต้าเซลล์ จะบ่งชี้ว่าเป็นชนิดที่ 1
  2. การตรวจระดับ C-peptide: C-peptide เป็นผลพลอยได้จากการผลิตอินซูลิน ในผู้ป่วยชนิดที่ 1 ระดับ C-peptide จะต่ำมากหรือไม่มีเลย เนื่องจากตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน ในขณะที่ผู้ป่วยชนิดที่ 2 มักมีระดับ C-peptide สูงเนื่องจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน

การรักษาและการจัดการ

เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับอินซูลินเพื่อการอยู่รอด โดยมีวิธีการให้ยา ดังนี้:

  • การฉีดอินซูลินใต้ผิวหนัง: ฉีดหลายครั้งต่อวันตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ
  • เครื่องปั๊มอินซูลิน (Insulin Pump): การให้ยาอย่างต่อเนื่องในปริมาณพื้นฐาน (Basal) และการให้ยาเพิ่มเป็นครั้งคราว (Bolus) ก่อนมื้ออาหารหรือเมื่อน้ำตาลในเลือดสูง

นอกจากการใช้ยาแล้ว การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการโรค เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, ไตวาย (Diabetic Nephropathy) และความเสียหายต่อจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy)

คำถามที่พบบ่อย

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ต่างจากชนิดที่ 2 อย่างไร?

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ผลิตอินซูลินทำให้ร่างกายขาดอินซูลินโดยสิ้นเชิง มักพบในเด็กและวัยรุ่น ส่วนชนิดที่ 2 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลินและตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ มักเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวและไลฟ์สไตล์

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถป้องกันได้หรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) คืออะไร?

เป็นภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรง จนต้องสลายไขมันมาใช้เป็นพลังงานและสร้างสารคีโตนในเลือด ซึ่งทำให้เลือดเป็นกรดและเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันที