ธนบัตรย่อยของสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์และที่มาของเงินกระดาษเศษสตางค์
สรุปใจความสำคัญ
- ถูกนำมาใช้ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ. 1862-1876) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเหรียญกษาปณ์
- มีมูลค่าต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ โดยมีราคาหน้าตั๋วตั้งแต่ 3 ถึง 50 เซนต์
- ชุดแรกเรียกว่า 'เงินตราไปรษณีย์' (Postage Currency) ซึ่งใช้แสตมป์ติดบนกระดาษของกระทรวงการคลัง
- ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1876 หลังจากมีการผลิตเหรียญเงินมูลค่าต่ำกลับมาใช้แทน
ธนบัตรย่อย (Fractional Currency) หรือที่เรียกกันในภาษาปากว่า "shinplasters" คือธนบัตรมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งดอลลาร์ที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกานำมาใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1862 ถึง 1876 เพื่อแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนเหรียญกษาปณ์อย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา โดยมีการออกธนบัตรในราคาหน้าตั๋วตั้งแต่ 3, 5, 10, 15, 25 และ 50 เซนต์

สาเหตุของการนำธนบัตรย่อยมาใช้
ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา เศรษฐกิจเกิดความผันผวนอย่างหนัก ส่งผลให้เหรียญทองคำและเงินซึ่งมีมูลค่าในตัวเอง (Intrinsic Value) ถูกกักตุนไว้โดยประชาชน เนื่องจากในขณะนั้นเงินกระดาษที่รัฐบาลออกให้ไม่สามารถนำไปแลกคืนเป็นโลหะมีค่าได้
สถานการณ์เลวร้ายลงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1861 เมื่อเกิดเหตุการณ์ Trent Affair ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนลดลงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามในแนวรบที่สอง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงระงับการจ่ายเงินด้วยโลหะมีค่า (Specie Payments) ส่งผลให้ธนาคารในนิวยอร์กและเมืองใหญ่ๆ หยุดรับแลกเงินกระดาษเป็นทองคำและเงิน
การขาดแคลนเหรียญกษาปณ์ทำให้เกิดปัญหาในการทอนเงินและการค้าขายในชีวิตประจำวัน ประชาชนจึงพยายามหาทางออกด้วยวิธีต่างๆ เช่น การนำเหรียญควอเตอร์ของสเปนมาใช้ การตัดธนบัตรหนึ่งดอลลาร์ออกเป็นสี่ส่วนหรือสองส่วน หรือการออก "เงินกระดาษท้องถิ่น" (Local shinplasters) โดยธุรกิจหรือเทศบาล ซึ่งในหลายรัฐถือว่าผิดกฎหมาย
วิวัฒนาการของธนบัตรย่อย
การออกใช้ครั้งแรก เงินตราไปรษณีย์ (Postage Currency)
ฟรานซิส อี. สปินเนอร์ (Francis E. Spinner) เหรัญญิกของสหรัฐฯ ในขณะนั้น เป็นผู้เสนอทางออกโดยการสร้าง เงินตราไปรษณีย์ (Postage Currency) ซึ่งเป็นธนบัตรย่อยชุดแรกที่ออกใช้ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1862 ถึง 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1863 โดยมีราคาหน้าตั๋ว 5, 10, 25 และ 50 เซนต์
ลักษณะเด่นของเงินตราไปรษณีย์คือการนำดวงตราไปรษณียากร (แสตมป์) มาติดลงบนกระดาษของกระทรวงการคลังและลงลายเซ็นของสปินเนอร์กำกับ แม้ว่าในตอนแรกจะไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) แต่สามารถนำไปแลกเป็นธนบัตรสหรัฐฯ (United States Notes) ได้ในจำนวนชุดละ 5 ดอลลาร์ และใช้ชำระหนี้ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ไม่เกิน 5 ดอลลาร์
การออกใช้ครั้งที่สองและชุดต่อๆ มา
ในปี ค.ศ. 1863 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เซลีแมน เชส (Salmon P. Chase) ต้องการให้มีการผลิตธนบัตรย่อยรูปแบบใหม่ที่ปลอมแปลงได้ยากขึ้น เนื่องจากเงินตราไปรษณีย์ชุดแรกถูกปลอมแปลงได้ง่าย
ธนบัตรย่อยชุดใหม่จึงมีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยอย่างมาก เช่น การใช้สีสันที่หลากหลายขึ้น การพิมพ์ลายทั้งสองด้าน การใช้กระดาษชนิดพิเศษ การพิมพ์ทับ (Overprints) การใช้เส้นใยไหม และการใส่ลายน้ำ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ "แผ่นตัวอย่างธนบัตรย่อย" (Fractional currency shields) ส่งไปยังธนาคารต่างๆ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบธนบัตรปลอม
การยกเลิกและการเปลี่ยนกลับสู่ระบบเหรียญ
ธนบัตรย่อยถูกใช้งานอย่างแพร่หลายจนถึงปี ค.ศ. 1876 เมื่อรัฐสภาสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้มีการผลิตเหรียญเงินมูลค่าต่ำ (Fractional silver coins) เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนแทนที่และใช้สำหรับแลกคืนธนบัตรย่อยที่ยังคงค้างอยู่ในระบบทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
Fractional Currency คืออะไร?
คือธนบัตรมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งดอลลาร์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกใช้ในช่วงสงครามกลางเมืองเพื่อทดแทนเหรียญกษาปณ์ที่ขาดแคลน
ทำไมถึงต้องออกธนบัตรย่อยในช่วงนั้น?
เพราะเหรียญทองคำและเงินถูกประชาชนกักตุนไว้เนื่องจากมีมูลค่าในตัวเองสูงกว่าเงินกระดาษ ทำให้ไม่มีเหรียญสำหรับทอนเงินในระบบเศรษฐกิจ
เงินตราไปรษณีย์ (Postage Currency) แตกต่างจากธนบัตรย่อยชุดหลังอย่างไร?
เงินตราไปรษณีย์ชุดแรกใช้แสตมป์ติดบนกระดาษและปลอมแปลงได้ง่าย ส่วนชุดต่อๆ มามีการใช้เทคนิคการพิมพ์ที่ซับซ้อนขึ้น มีลายน้ำ และใช้สีสันมากขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลง
ธนบัตรย่อยเหล่านี้ถูกยกเลิกเมื่อใด?
ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1876 เมื่อรัฐบาลกลับมาผลิตเหรียญเงินมูลค่าต่ำเพื่อใช้หมุนเวียนแทนที่
