Vi maler byen rød เพลงตัวแทนเดนมาร์กในการประกวด Eurovision 1989
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเพลงตัวแทนประเทศเดนมาร์กในการประกวด Eurovision Song Contest 1989
- คว้าอันดับที่ 3 จากผู้เข้าแข่งขัน 22 ประเทศ ด้วยคะแนนรวม 111 คะแนน
- ขับร้องโดย Birthe Kjær และแต่งโดย Søren Bundgaard (ทำนอง) และ Keld Heick (คำร้อง)
- เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดละครเวทีชื่อดัง Vi maler byen rød: The Musical และภาคต่อในปี 2018
Vi maler byen rød (ภาษาเดนมาร์กออกเสียง: [vi ˈmɛːlɐ ˈpyˀən ˈʁœðˀ] แปลว่า "เราจะระบายเมืองนี้ให้เป็นสีแดง") เป็นบทเพลงที่แต่งทำนองโดย Søren Bundgaard และเขียนคำร้องโดย Keld Heick ขับร้องโดย Birthe Kjær ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศเดนมาร์กในการประกวด Eurovision Song Contest 1989 โดยเพลงนี้มีเวอร์ชันภาษาอังกฤษในชื่อ "I'm Chasing Butterflies"

ลักษณะของบทเพลงและการแสดง
เพลง "Vi maler byen rød" มีเนื้อหาที่สื่อถึงช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง โดยใช้การเปรียบเปรยถึงการ "ระบายเมืองให้เป็นสีแดง" (Painting the town red) เพื่อสื่อถึงความสนุกสนาน ในด้านดนตรี เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในสไตล์ dansband ซึ่งเป็นแนวเพลงยอดนิยมที่นำเข้ามาจากสวีเดนและมีลักษณะค่อนข้างย้อนยุค
จุดเด่นของการแสดงในครั้งนั้นคือ Birthe Kjær ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีอายุมากที่สุดในรอบหลายปี และการที่ผู้แต่งเพลงรวมถึงวาทยกรอย่าง Henrik Krogsgaard ได้ขึ้นมาร่วมร้องประสานเสียงและเต้นบนเวทีร่วมกับเธอ โดย Krogsgaard ได้รับการเชื้อเชิญจาก Kjær ผ่านท่าทางตามเนื้อเพลง ซึ่งทำให้เขาต้องละทิ้งการควบคุมวงออร์เคสตราชั่วคราว และให้ Benoît Kaufman วาทยกรสำรองของประเทศเจ้าภาพทำหน้าที่แทน สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชมทางโทรทัศน์เป็นอย่างมาก
เส้นทางสู่ Eurovision และผลการแข่งขัน
เพลงนี้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของเดนมาร์กหลังจากชนะการประกวด Dansk Melodi Grand Prix ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้ล้วนเป็นขาประจำของการประกวดดังกล่าว โดย Birthe Kjær สามารถคว้าชัยชนะได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เคยพลาดหวังมาถึงสามครั้ง ส่วน Keld Heick ผู้เขียนคำร้อง เคยเขียนเพลงที่ชนะเลิศมาแล้วถึง 5 เพลง และ Søren Bundgaard ผู้แต่งทำนอง เคยเขียนเพลงและร่วมแสดงในนามวง Hot Eyes ร่วมกับ Kirsten Siggaard อีก 3 เพลง
ในการประกวด Eurovision Song Contest 1989 เพลงนี้ทำการแสดงเป็นลำดับที่ 12 ต่อจากเพลง "Monsieur" ของลักเซมเบิร์ก และก่อนเพลง "Nur ein Lied" ของออสเตรีย เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนน เพลง "Vi maler byen rød" ได้รับคะแนนรวม 111 คะแนน จบใน อันดับที่ 3 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 22 ประเทศ
มรดกทางวัฒนธรรมและละครเวที
เพลงนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเดนมาร์กในเวที Eurovision โดยในปี 2005 Birthe Kjær มีกำหนดจะนำเพลงนี้มาแสดงในรายการพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปีของ Eurovision แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยมี Tomas Thordarson (ตัวแทนเดนมาร์กปี 2004) มาแสดงแทน ซึ่งยังคงได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม
ในปี 2009 มีการประกาศนำเพลงนี้มาเป็นชื่อของละครเวทีเรื่อง Vi maler byen rød: The Musical ซึ่งเขียนบทโดย Rasmus Mansachs และเปิดแสดงที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนเมษายน 2010 ละครเวทีเรื่องนี้รวบรวมเพลงดังจาก Eurovision ของเดนมาร์กมากกว่า 20 เพลง ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบัน
ละครเวทีเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงจนกลายเป็นละครเวทีเดนมาร์กที่มีผู้กด "ถูกใจ" มากที่สุดบน Facebook ก่อนการเปิดตัว และถูกนำไปจัดแสดงซ้ำหลายครั้งโดยกลุ่มละครต่าง ๆ ทั่วเดนมาร์ก จนกลายเป็นหนึ่งในละครเวทีที่ถูกนำมาแสดงบ่อยที่สุดในรอบทศวรรษ นอกจากนี้ ในปี 2018 ยังมีการเปิดตัวภาคต่อในชื่อ Vi maler byen rød: The Musical 2 ซึ่งรวบรวมเพลง Eurovision ของเดนมาร์กอีกกว่า 30 เพลงที่ไม่ได้อยู่ในภาคแรก
คำถามที่พบบ่อย
เพลง Vi maler byen rød มีความหมายว่าอย่างไร?
ชื่อเพลงแปลว่า "เราจะระบายเมืองนี้ให้เป็นสีแดง" ซึ่งเป็นสำนวนที่สื่อถึงการออกไปเฉลิมฉลองและหาความสนุกสนานอย่างเต็มที่
ผลการแข่งขันใน Eurovision 1989 เป็นอย่างไร?
เพลงนี้ได้รับคะแนน 111 คะแนน และจบในอันดับที่ 3 ของการประกวด
เพลงนี้มีความเกี่ยวข้องกับละครเวทีอย่างไร?
เพลงนี้ถูกนำไปใช้เป็นชื่อและเพลงหลักของละครเวที Vi maler byen rød: The Musical ซึ่งรวบรวมเพลงดังของเดนมาร์กใน Eurovision และกลายเป็นละครเวทีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเดนมาร์ก
ใครคือผู้ขับร้องเพลงนี้?
ขับร้องโดย Birthe Kjær ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีอายุมากที่สุดในการประกวด
เพลงนี้มีเวอร์ชันภาษาอังกฤษหรือไม่?
มี โดยใช้ชื่อว่า "I'm Chasing Butterflies"
