← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เครื่องบิน Waco Custom Cabin

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเครื่องบินแบบเซสควิเพลน (Sesquiplane) หรูหราสำหรับผู้บริหารและธุรกิจในยุค 1930
  • ผู้ซื้อสามารถเลือกติดตั้งเครื่องยนต์ได้ตามความต้องการ ทำให้มีรหัสเรียกชื่อรุ่นที่หลากหลาย
  • ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องบินพยาบาลลำแรกของรัฐบาลแคนาดา (รุ่น EQC-6) ในปี 1936
  • ถูกเกณฑ์ไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อภารกิจอรรถประโยชน์และลาดตระเวนต่อต้านเรือดำน้ำ

Waco Custom Cabin เป็นชุดเครื่องบินแบบเซสควิเพลน (Sesquiplane) เครื่องยนต์เดี่ยว ขนาด 4 ถึง 5 ที่นั่ง ระดับหรูหราที่ผลิตโดยบริษัท Waco Aircraft Company ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษ 1930 โดยคำว่า "Custom Cabin" เป็นชื่อที่ทางบริษัทใช้เรียกเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งแม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย แต่ทั้งหมดเป็นเครื่องบินปีกสองชั้นที่หุ้มด้วยผ้า

การออกแบบและลักษณะทางเทคนิค

เครื่องบิน Waco Custom Cabin เกือบทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์แบบรัศมี (Radial Engine) ยกเว้นรุ่น MGC-8 ที่ผลิตจากโรงงานเพียงรุ่นเดียว จุดเด่นของซีรีส์นี้คือความยืดหยุ่นในการเลือกเครื่องยนต์ โดยผู้ซื้อสามารถระบุเครื่องยนต์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดรุ่นใดก็ได้ และบริษัท Waco จะสร้างเครื่องบินที่ติดตั้งเครื่องยนต์นั้นๆ ส่งผลให้มีการกำหนดรหัสเรียกชื่อรุ่นที่หลากหลาย โดยตัวอักษรตัวแรกของรหัสจะระบุถึงประเภทของเครื่องยนต์ที่ติดตั้ง

โครงสร้างและปีก

โครงสร้างลำตัวเครื่องบินเป็นแบบมาตรฐานในยุคนั้น คือใช้ท่อเหล็กเชื่อมและเสริมด้วยแถบไม้เพื่อให้ได้รูปทรงที่ลู่ลม ส่วนปีกทำจากไม้สปรูซ (Spruce) โดยมีคานปีกสองชุด และติดตั้งแผงบังคับเลี้ยว (Ailerons) เฉพาะที่ปีกบนซึ่งติดตั้งบนคานเทียม

การติดตั้งแฟลป (Flaps) มีความแตกต่างกันตามรุ่น ดังนี้:

  • รุ่น OC, UC และ QC: ติดตั้งแฟลปแบบแยก (Split flaps) ไว้ที่กึ่งกลางคอร์ดของปีกบน
  • รุ่น GC และ N: ติดตั้งแฟลปไว้ที่ขอบหลังของปีกบนตามปกติ
  • รุ่น N: เป็นรุ่นเดียวที่มีแฟลปติดตั้งอยู่ที่ปีกด้านล่าง
  • รุ่น E: เป็นรุ่นเดียวที่ใช้แฟลปแบบเรียบ (Plain flaps)

การยึดปีกใช้โครงค้ำยันรูปตัว N ที่เอียงอย่างมาก เชื่อมระหว่างปีกบนและปีกล่าง โดยมีโครงค้ำยันเดี่ยวช่วยยึดปีกล่างเข้ากับส่วนบนของลำตัว ยกเว้นในรุ่น E ที่ใช้สายสลิงสำหรับร่อนและลงจอดแทนโครงค้ำยันเดี่ยว

ระบบควบคุมและฐานล้อ

แพนหางระดับ (Elevators) และแพนหางดิ่ง (Rudder) มีการถ่วงดุลทางอากาศพลศาสตร์และยึดด้วยสายเคเบิล โดยสามารถปรับแต่ง (Trim) ได้ ซึ่งแพนหางดิ่งปรับได้ผ่านแท็บที่ปรับจากพื้นดิน ส่วนแพนหางระดับในรุ่น OC, UC และ QC ใช้สกรูแจ็ค ในขณะที่รุ่น GC, E และ N ใช้แท็บปรับแต่งเดี่ยวที่แพนหางระดับด้านซ้าย

ฐานล้อหลักใช้โช้คอัพแบบโอเลโอ (Oleo struts) และใช้ล้อหางแบบหมุนได้ (Castoring tailwheel) ในทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น VN ที่ใช้ล้อหน้า (Nosewheel)

การกำหนดรหัสเรียกชื่อ

ในปี 1935 Waco ได้เปิดตัวซีรีส์ Custom Cabin เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าผู้ร่ำรวยและนักธุรกิจ โดยต้องการสร้างความแตกต่างจากเครื่องบินแบบ Standard Cabin (รหัสลงท้ายด้วย C) ที่ผลิตอยู่ก่อนหน้า ส่งผลให้มีการเปลี่ยนรหัสเรียกชื่อดังนี้:

  • เครื่องบินรุ่นเดิมที่เคยลงท้ายด้วย C ถูกเปลี่ยนเป็น C-S เพื่อระบุว่าเป็น Standard Cabin และต่อมาในปี 1936 เปลี่ยนเป็นรหัส S
  • ตั้งแต่ปี 1936 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มตัวเลขต่อท้ายเพื่อระบุปีของแบบแปลน เช่น "-6" สำหรับปี 1936, "-7" สำหรับปี 1937 เป็นต้น

เนื่องจากตัวเลขนี้อ้างอิงตามปีของแบบแปลน ไม่ใช่ปีที่ผลิตจริง บางรุ่นที่มีรหัส "-7" จึงยังคงถูกผลิตจนถึงปี 1939 ในขณะที่บางรุ่นเปลี่ยนเป็น "-8" แล้ว

ประวัติการใช้งาน

Waco Custom Cabin ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากสมรรถนะที่ปรับปรุงขึ้น โดยถูกนำไปใช้ในธุรกิจการบินขนาดเล็กและบริษัทเอกชน โดยมีการผลิตเครื่องบินซีรีส์นี้ (ไม่รวมรุ่น E และ N) ประมาณ 300 ลำ ระหว่างปี 1935 ถึง 1939 โดยหลายลำถูกใช้เป็นเครื่องบินขนส่งสำหรับผู้บริหาร

การใช้งานในแคนาดาและภารกิจพิเศษ

ในแคนาดา เครื่องบินรุ่นนี้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่ทุรกันดาร (Bush country) โดยติดตั้งสกีในฤดูหนาวและทุ่นลอยน้ำ EDO ในฤดูร้อน และมักถูกสั่งผลิตเป็นรุ่นขนส่งสินค้าที่มีประตูเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในปี 1936 เครื่องบินรุ่น EQC-6 ของบริษัท Speers Airways ในเมืองรีไจนา รัฐซัสแคตเชวัน ได้กลายเป็นเครื่องบินพยาบาลลำแรกของรัฐบาลแคนาดาที่ไม่ใช่เครื่องบินทหาร

บทบาทในสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เครื่องบิน Custom Cabin หลายลำถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพอากาศของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา (USAAC และกองทัพเรือสหรัฐฯ), สหราชอาณาจักร, แอฟริกาใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องบินอรรถประโยชน์

  • Civil Air Patrol (สหรัฐฯ): ใช้ปฏิบัติการลาดตระเวนต่อต้านเรือดำน้ำนอกชายฝั่งสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 1942 ถึงสิงหาคม 1943 โดยติดตั้งระเบิดขนาด 50 หรือ 100 ปอนด์
  • Long Range Desert Group (สหราชอาณาจักร): ใช้รุ่น ZGC-7 (ฉายา "Big Waco") ร่วมกับรุ่น YKC (ฉายา "Little Waco") เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการหลังแนวรบของฝ่ายอักษะ
  • กองทัพอากาศฟินแลนด์: ใช้รุ่น ZQC-6 (ทะเบียน OH-SLA) ในช่วงสงครามฤดูหนาวระหว่างฟินแลนด์และโซเวียต

ปัจจุบันยังมีเครื่องบิน Waco Custom Cabin หลายรุ่นที่จดทะเบียนใช้งานอยู่ในสหรัฐอเมริกา และบางส่วนอยู่ระหว่างการบูรณะ ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้สะสมเครื่องบินคลาสสิก

รุ่นย่อย (Variants)

ซีรีส์ Custom Cabin ประกอบด้วยรุ่นหลัก 6 รุ่น ได้แก่ OC, UC, QC, GC, RE และ VN โดยมีความแตกต่างกันที่การติดตั้งเครื่องยนต์ (ระบุด้วยตัวอักษรตัวแรกของรหัส) และปีของแบบแปลน (ระบุด้วยตัวเลขต่อท้าย)

คำถามที่พบบ่อย

Waco Custom Cabin แตกต่างจาก Standard Cabin อย่างไร?

Custom Cabin เป็นรุ่นที่หรูหรากว่าและเป็นแบบเซสควิเพลน (Sesquiplane) ในขณะที่ Standard Cabin เป็นเครื่องบินปีกสองชั้นแบบดั้งเดิม ซึ่งทางบริษัทได้แยกการเรียกชื่อรุ่นเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ตัวเลขต่อท้ายในชื่อรุ่นของ Waco Custom Cabin หมายถึงอะไร?

ตัวเลขต่อท้าย (เช่น -6, -7, -8) หมายถึงปีของแบบแปลนที่ใช้ในการผลิต ไม่ใช่ปีที่เครื่องบินลำนั้นถูกผลิตจริง

เครื่องบินรุ่นนี้ถูกนำไปใช้ในภารกิจทางทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอย่างไร?

ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องบินอรรถประโยชน์ แต่บางส่วนถูกใช้โดย Civil Air Patrol ของสหรัฐฯ เพื่อลาดตระเวนต่อต้านเรือดำน้ำ และถูกใช้โดย Long Range Desert Group ของอังกฤษในแอฟริกาเหนือ