← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ผลกระทบของสวัสดิการสังคมต่อความยากจน การวิเคราะห์เชิงประจักษ์

สรุปใจความสำคัญ

  • ภาษีและการโอนเงินช่วยลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญในประเทศที่รัฐสวัสดิการมีสัดส่วนอย่างน้อย 20% ของ GDP
  • การศึกษาของ Smeeding พบว่าการโอนเงินหลังหักภาษีลดความยากจนทั้งในเชิงสัมพัทธ์และเชิงสัมบูรณ์ในทุกประเทศที่ศึกษา
  • Korpi และ Palme พบว่าสวัสดิการแบบผูกกับรายได้อาจมีประสิทธิภาพในการกระจายรายได้สูงกว่าแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายในบางกรณี

ผลกระทบของสวัสดิการสังคมที่มีต่อความยากจนเป็นหัวข้อที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าในรัฐสวัสดิการ ความยากจนมักจะลดลงหลังจากที่ประเทศต่างๆ นำโปรแกรมสวัสดิการมาใช้

การลดความยากจนผ่านภาษีและการโอนเงิน

หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีและการโอนเงิน (Taxes and Transfers) ช่วยลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญในประเทศส่วนใหญ่ที่รัฐสวัสดิการมีสัดส่วนอย่างน้อยหนึ่งในห้าของ GDP ในปี 2013 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ระบุว่าการใช้จ่ายด้านสวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็นในการลดช่องว่างความมั่งคั่งทั่วโลกที่กำลังขยายตัว

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิการและความยากจนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น ปัจจัยกำหนดทางสังคมของความยากจน ประเภทของระบอบสวัสดิการ และระดับของอคติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่มีต่อผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น แม้ว่าการศึกษาเชิงเปรียบเทียบจะชี้ให้เห็นถึงผลเชิงบวกโดยรวม แต่จำเป็นต้องพิจารณาความแตกต่างระหว่างรัฐสวัสดิการแต่ละแห่งเพื่อประเมินประสิทธิภาพของนโยบายสังคมอย่างละเอียด

การศึกษาเชิงประจักษ์ที่สำคัญ

กราฟแสดงผลกระทบของสวัสดิการต่อความยากจน
การวิเคราะห์เชิงปริมาณเกี่ยวกับผลกระทบของโปรแกรมสวัสดิการต่อความยากจน

การศึกษาของ Smeeding (2006)

Timothy Smeeding ได้ใช้ข้อมูลจาก Luxembourg Income Study เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมต่อต้านความยากจนและสวัสดิการ โดยสรุปว่าการจ่ายเงินโอนหลังหักภาษีช่วยลดระดับความยากจนทั้งในเชิงสัมพัทธ์ (Relative Poverty) และเชิงสัมบูรณ์ (Absolute Poverty) ในทุกประเทศที่มีข้อมูล แม้ว่าจะมีระดับความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างประเทศ

การศึกษาของ Kenworthy (1999) และ Bradley et al. (2003)

การศึกษาทั้งสองชิ้นนี้เปรียบเทียบประเทศต่างๆ ทั้งก่อนและหลังการนำโปรแกรมสวัสดิการสังคมมาใช้ โดยใช้ข้อมูลจาก Luxembourg Income Study เพื่อวัดอัตราความยากจนทั้งในเชิงสัมพัทธ์และเชิงสัมบูรณ์ ผลการศึกษาพบว่าความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาที่มีการสร้างโปรแกรมสวัสดิการหลักๆ เช่น โครงการ War on Poverty ในสหรัฐอเมริกา

ความย้อนแย้งของการกระจายรายได้ (Korpi และ Palme, 1998)

Walter Korpi และ Joakim Palme ได้สร้างแบบจำลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการกระจายรายได้ของนโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) และแบบถ้วนหน้า (Universal) โดยพบว่าประสิทธิภาพในการกระจายรายได้ของการให้สวัสดิการที่ผูกกับรายได้สำหรับผู้มีรายได้สูง (Earnings-related benefits) มีประสิทธิภาพสูงกว่าการให้สวัสดิการแบบอัตราคงที่ (Flat-rate) หรือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Means-tested) ซึ่งผลลัพธ์นี้ท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่ารัฐสวัสดิการที่ใจกว้างกว่าจะประสบความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนได้มากกว่าเสมอไป

คำถามที่พบบ่อย

สวัสดิการสังคมช่วยลดความยากจนได้อย่างไร?

สวัสดิการสังคมช่วยลดความยากจนผ่านระบบภาษีและการโอนเงิน ซึ่งเป็นการนำรายได้จากภาษีมาจัดสรรใหม่ในรูปแบบของเงินช่วยเหลือหรือบริการสาธารณะ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและลดช่องว่างความมั่งคั่ง

ความยากจนเชิงสัมพัทธ์และเชิงสัมบูรณ์แตกต่างกันอย่างไร?

ความยากจนเชิงสัมบูรณ์ (Absolute Poverty) คือการที่บุคคลไม่มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต ส่วนความยากจนเชิงสัมพัทธ์ (Relative Poverty) คือการที่บุคคลมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของสังคมหรือประเทศนั้นๆ

นโยบายสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันอย่างไร?

นโยบายแบบถ้วนหน้า (Universal) คือการให้สวัสดิการแก่พลเมืองทุกคนโดยไม่คำนึงถึงรายได้ ส่วนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) คือการให้สวัสดิการแบบตรวจสอบรายได้ (Means-tested) เพื่อให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์รายได้ต่ำเท่านั้น