CT Scan คืออะไร? เจาะลึกการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ให้เข้าใจง่าย
สรุปใจความสำคัญ
- CT Scan ใช้รังสีเอกซ์และคอมพิวเตอร์สร้างภาพตัดขวางของร่างกาย ซึ่งให้รายละเอียดสูงกว่าการเอกซเรย์ปกติ
- สามารถใช้ตรวจผู้ป่วยที่มีโลหะฝังในร่างกายหรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ซึ่งไม่สามารถตรวจ MRI ได้
- PET-CT เป็นการรวมการตรวจทางกายวิภาคและทางหน้าที่การทำงานของอวัยวะเข้าด้วยกัน ช่วยในการตรวจหามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจ CT scan (Computed Tomography) หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ CAT scan คือเทคนิคการสร้างภาพทางการแพทย์ที่ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) ร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพตัดขวางของร่างกายในรายละเอียดที่สูงกว่าการเอกซเรย์แบบปกติ โดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ดำเนินการตรวจเรียกว่า นักรังสีเทคนิค (Radiographers หรือ Radiology Technologists)

หลักการทำงานของ CT Scan
เครื่อง CT scan ทำงานโดยใช้หลอดเอกซเรย์ที่หมุนรอบตัวผู้ป่วย พร้อมกับตัวตรวจจับ (Detectors) ที่วางอยู่ในโครงสร้างรูปโดนัท (Gantry) เพื่อวัดการดูดซับรังสีเอกซ์ของเนื้อเยื่อแต่ละชนิดในร่างกาย จากนั้นข้อมูลจำนวนมากที่ได้จากหลายมุมมองจะถูกนำไปประมวลผลด้วยอัลกอริทึมการสร้างภาพทางคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างเป็นภาพตัดขวาง (Cross-sectional images) หรือที่เรียกว่า "แผ่นสไลด์เสมือนจริง" (Virtual slices) ของร่างกาย
ข้อดีที่สำคัญประการหนึ่งคือ CT scan สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีโลหะฝังในร่างกายหรือผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ห้ามตรวจด้วยเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging)
ประเภทของเครื่อง CT Scan
1. Sequential CT (แบบลำดับ)
หรือที่เรียกว่า Step-and-shoot CT เป็นวิธีการสแกนที่เตียงผู้ป่วยจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นขั้นๆ เมื่อเตียงหยุดในตำแหน่งที่ต้องการ หลอดเอกซเรย์จะหมุนและบันทึกภาพหนึ่งแผ่นสไลด์ จากนั้นเตียงจะเคลื่อนที่ต่อและบันทึกภาพถัดไป วิธีนี้ทำให้ใช้เวลาในการสแกนนานขึ้น
2. Spiral CT (แบบเกลียว)

Spiral CT หรือ Helical CT เป็นเทคนิคที่หลอดเอกซเรย์หมุนรอบแกนกลางอย่างต่อเนื่องในขณะที่เตียงผู้ป่วยเคลื่อนที่ ทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดเวลาในการตรวจและลดการเกิดภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว
3. Electron Beam Tomography (EBT)
EBT เป็นรูปแบบพิเศษที่ใช้การเบี่ยงเบนลำแสงอิเล็กตรอนแทนการหมุนหลอดเอกซเรย์ทั้งชุด ทำให้มีความเร็วในการสแกนสูงมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพโครงสร้างที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น หัวใจและหลอดเลือดแดง
4. Dual Energy CT (แบบพลังงานคู่)
เป็นการพัฒนาขั้นสูงที่ใช้พลังงานรังสีเอกซ์สองระดับเพื่อสร้างชุดข้อมูลสองชุด ช่วยให้แยกแยะชนิดของเนื้อเยื่อหรือสารต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น โดยมีรูปแบบย่อยดังนี้:
- Dual Source CT: ใช้หลอดเอกซเรย์สองหลอดและตัวตรวจจับสองชุด ติดตั้งทำมุม 90 องศา ช่วยให้สแกนได้เร็วขึ้นมาก ลดการเบลอของภาพในผู้ป่วยที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูง
- Single Source with Energy Switching: ใช้หลอดเอกซเรย์หลอดเดียวแต่สลับระดับพลังงานอย่างรวดเร็ว
5. CT Perfusion Imaging (การตรวจการไหลเวียนเลือด)

เป็นการตรวจเพื่อประเมินการไหลของเลือดในหลอดเลือดโดยการฉีดสารทึบรังสี (Contrast agent) สามารถคำนวณปริมาณเลือดและเวลาในการเดินทางของเลือดได้ มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติได้เร็วกว่าการสแกนแบบ Spiral CT ทั่วไป
6. PET-CT (การตรวจลูกผสม)

PET-CT เป็นการรวมกันระหว่าง Positron Emission Tomography (PET) และ CT scan เพื่อให้ได้ทั้งภาพทางกายวิภาค (Anatomy) จาก CT และภาพการทำงานของเซลล์ (Function) จาก PET ทำให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งของก้อนเนื้อหรือมะเร็งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
CT Scan แตกต่างจากการเอกซเรย์ปกติอย่างไร?
การเอกซเรย์ปกติจะให้ภาพ 2 มิติที่ซ้อนทับกัน แต่ CT Scan จะสร้างภาพตัดขวาง (Slices) หลายๆ ภาพ ซึ่งเมื่อนำมาประมวลผลจะทำให้เห็นรายละเอียดภายในร่างกายได้ชัดเจนและไม่ซ้อนทับกัน
ใครบ้างที่ห้ามตรวจ CT Scan?
โดยทั่วไป CT Scan ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แต่ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาการแพ้สารทึบรังสี หรือการทำงานของไตที่ผิดปกติ เนื่องจากมีการใช้สารทึบรังสีในบางกรณี
CT Scan ใช้เวลานานเท่าใดในการตรวจ?
คนที่ตรวจแบบ Spiral CT ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ใช้เวลาในการสแกนจริงเพียงไม่กี่นาที แต่ขั้นตอนการเตรียมตัวและจัดท่าทางอาจใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 15-30 นาที
