Late Modernism คืออะไร? ความแตกต่างระหว่างลัทธิสมัยใหม่ตอนปลายและโพสต์โมเดิร์น
สรุปใจความสำคัญ
- Late Modernism ครอบคลุมผลงานศิลปะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงต้นศตวรรษที่ 21
- ความแตกต่างสำคัญคือ Modernism เชื่อในความก้าวหน้า (Progress) แต่ Postmodernism ปฏิเสธแนวคิดนี้
- ในด้านวรรณกรรม Late Modernism ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น Holocaust และระเบิดปรมาณู
ในโลกของทัศนศิลป์ Late Modernism (ลัทธิสมัยใหม่ตอนปลาย) ครอบคลุมถึงผลงานศิลปะส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คำศัพท์นี้มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Postmodernism (โพสต์โมเดิร์น) แม้ว่าทั้งสองจะมีจุดที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญในเชิงแนวคิด
ความสัมพันธ์ระหว่าง Late Modernism และศิลปะร่วมสมัย
คำศัพท์ที่แพร่หลายที่สุดสำหรับศิลปะที่ผลิตตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมาคือ ศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่า โดยครอบคลุมทั้งศิลปินที่ยังคงทำงานในขนบของ Modernism และ Late Modernism รวมถึงศิลปินที่ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวเพื่อก้าวเข้าสู่ Postmodernism
นักวิจารณ์บางส่วน เช่น Arthur Danto มองว่าความเป็นร่วมสมัยเป็นคำที่กว้างกว่า และวัตถุทางโพสต์โมเดิร์นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการร่วมสมัยที่เข้ามาแทนที่ความทันสมัย (Modernity) ในขณะที่นักวิจารณ์คนอื่นๆ เช่น Hilton Kramer และ Jean-François Lyotard โต้แย้งว่างานโพสต์โมเดิร์นนั้นมีความสัมพันธ์ในเชิงเปรียบเทียบกับงานโมเดิร์นนิสต์
Late Modernism ในด้านวรรณกรรม
ในทางวรรณกรรม Late Modernism หมายถึงผลงานที่ผลิตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีการนิยามที่หลากหลาย:
- นิยามที่พบบ่อยที่สุดคือผลงานที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1930 ถึง 1939 หรือ 1945
- นักเขียนบางคน เช่น T. S. Eliot และ Basil Bunting ยังคงเขียนงานในสไตล์โมเดิร์นนิสต์หลังปี 1945
- Samuel Beckett, James Baldwin และกวีในกลุ่ม Beat Generation ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Late Modernist เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองว่าอุดมการณ์ของ Modernism ถูกปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) และการทิ้งระเบิดปรมาณู
ความแตกต่างระหว่าง Late Modernism และ Postmodernism
ความแตกต่างหลักระหว่างสองแนวคิดนี้อยู่ที่ทัศนคติต่อ ความก้าวหน้า (Progress) และ เรื่องเล่าหลัก (Grand Narratives)
ลักษณะของ Modernism และ Late Modernism
ศิลปะสมัยใหม่มักเน้นที่:
- ความบริสุทธิ์ทางรูปแบบ (Formal Purity)
- ความเฉพาะเจาะจงของสื่อ (Medium Specificity)
- ศิลปะเพื่อศิลปะ (Art for Art's Sake)
- การแสวงหาความจริงสากลและความแท้จริง (Authenticity)
- ความสำคัญของกลุ่ม Avant-garde และความแปลกใหม่
ลักษณะของ Postmodernism
ในทางตรงกันข้าม Postmodernism จะมีลักษณะดังนี้:
- ปฏิเสธเรื่องเล่าหลัก (Grand Narratives) ของทิศทางศิลปะ
- ทำลายเส้นแบ่งระหว่างศิลปะชั้นสูง (High Art) และศิลปะชั้นต่ำ (Low Art)
- ใช้การตัดแปะ (Collage), การแตกกระจาย (Fragmentation) และการปะทะกันของแนวคิด
- ใช้ความย้อนแย้ง (Irony), การล้อเลียน (Parody) และอารมณ์ขัน เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีจุดยืนใดที่มั่นคงหรือจริงแท้
จุดแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ Modernism มีจุดยืนที่ ก้าวหน้า (Progressive) โดยเชื่อว่างานชิ้นใหม่ต้องล้ำสมัยและก้าวหน้ากว่าเดิม แต่ Postmodernism ปฏิเสธแนวคิดเรื่องความก้าวหน้าในศิลปะ และพยายามล้มล้าง "ตำนานของ Avant-garde"
คำถามที่พบบ่อย
Late Modernism ต่างจาก Postmodernism อย่างไร?
Late Modernism ยังคงพัฒนาศักยภาพทางแนวคิดของ Modernism และเชื่อในความก้าวหน้าของศิลปะ ในขณะที่ Postmodernism ปฏิเสธเรื่องเล่าหลัก ทำลายเส้นแบ่งระหว่างศิลปะชั้นสูงและชั้นต่ำ และใช้ความย้อนแย้งในการนำเสนอ
ศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) เกี่ยวข้องกับ Late Modernism อย่างไร?
ศิลปะร่วมสมัยเป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกงานศิลปะตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ซึ่งรวมถึงทั้งงานที่เป็น Late Modernism และ Postmodernism ไว้ด้วยกัน
ใครคือตัวอย่างของนักเขียนกลุ่ม Late Modernist?
ตัวอย่างนักเขียนและกวีในกลุ่มนี้ ได้แก่ T. S. Eliot, Samuel Beckett, James Baldwin และกวีกลุ่ม Beat Generation

