Lean Manufacturing คืออะไร? ระบบการผลิตแบบลีนเพื่อลดความสูญเปล่า
สรุปใจความสำคัญ
- Lean Manufacturing มุ่งเน้นการกำจัดกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่า (Waste) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด
- ระบบ Lean พัฒนามาจาก Toyota Production System (TPS) โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดของ W. Edwards Deming
- หลักการผลิตแบบ 'ดึง' (Pull System) คือการผลิตสินค้าตามความต้องการจริงของลูกค้าเพื่อลดการผลิตที่เกินจำเป็น
Lean Manufacturing หรือ การผลิตแบบลีน คือระบบการจัดการที่สร้างขึ้นบนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การผลิตเฉพาะสิ่งที่จำเป็นในเวลาที่จำเป็น, การแก้ไขความผิดปกติทันทีที่เกิดขึ้น และการให้อำนาจแก่พนักงานในการปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยตนเอง

หัวใจสำคัญของ Lean คือการกำจัดกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่า (Non-value added activities) ให้กับลูกค้า ในขณะที่การผลิตแบบ Just-in-Time (JIT) จะเน้นไปที่กลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังเพื่อลดต้นทุนและของเสีย แต่ Lean จะก้าวไปไกลกว่านั้น โดยการลดระยะเวลาในรอบการผลิต (Cycle time), ระยะเวลาการไหล (Flow time) และระยะเวลาการส่งมอบ (Throughput time) ตลอดทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุมไปถึงส่วนการตลาดและการบริการลูกค้า
ต้นกำเนิดของ Lean Manufacturing
รากฐานในยุคแรก
แนวคิดเรื่องประสิทธิภาพในการผลิตถูกบันทึกไว้โดย Frederick Winslow Taylor ในหนังสือ Principles of Scientific Management (1911) และ Henry Ford ได้นำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้เน้นไปที่การจัดระเบียบทางกายภาพเท่านั้น โดยยังไม่ได้ครอบคลุมถึงระบบการจัดการหรือวัฒนธรรมองค์กร
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นักสถิติชาวอเมริกันอย่าง W. Edwards Deming และ Walter A. Shewhart ได้พัฒนากระบวนการผลิตสมัยใหม่โดยใช้แบบจำลองทางสถิติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ แม้ว่าในขณะนั้นอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ จะส่วนใหญ่ปฏิเสธวิธีการของพวกเขา แต่แนวคิดเหล่านี้กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญในเวลาต่อมา
การพัฒนาในญี่ปุ่นหลังสงคราม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Dr. Deming ได้รับมอบหมายให้ช่วยฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่น เขาได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการผลิตให้กับอุตสาหกรรมหนักที่กำลังประสบปัญหา เช่น Toyota และ Mitsubishi ซึ่งชาวญี่ปุ่นเปิดรับวิธีการของ Deming มากกว่าชาวอเมริกัน
ปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องหันมาใช้ระบบลีนเนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ การขาดแคลนเงินทุนในการผลิตแบบล็อตใหญ่, พื้นที่โรงงานที่จำกัด, การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และอัตราการว่างงานที่สูง ทำให้ประสิทธิภาพของแรงงานกลายเป็นสิ่งสำคัญ
Shigeo Shingo และ Taiichi Ohno จาก Toyota ได้นำคำสอนของ Deming มาพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Toyota Production System (TPS) หรือที่รู้จักกันในตะวันตกในชื่อ The Toyota Way โดยเปลี่ยนจากการผลิตแบบ "ผลัก" (Push) ที่เน้นเป้าหมายการผลิต เป็นการผลิตแบบ "ดึง" (Pull) หรือ Build-to-order ซึ่งจะผลิตสินค้าตามความต้องการจริงของลูกค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการผลิตที่มากเกินความจำเป็น (Over-production)
สรุปประโยชน์ของ Lean Manufacturing
- ลดต้นทุน: ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลังและลดของเสียในกระบวนการ
- เพิ่มผลิตภาพ: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen)
- สร้างคุณค่าให้ลูกค้า: ลดระยะเวลาในการส่งมอบสินค้าและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์
- การมีส่วนร่วมของพนักงาน: ส่งเสริมให้พนักงานระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาองค์กร
คำถามที่พบบ่อย
Lean Manufacturing แตกต่างจาก Just-in-Time (JIT) อย่างไร?
JIT เน้นที่กลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังเพื่อลดของเสียและต้นทุน แต่ Lean เป็นระบบการจัดการที่ครอบคลุมกว้างกว่า โดยมุ่งเน้นการลดระยะเวลาในทุกขั้นตอนของระบบ (Cycle, Flow, and Throughput times) เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้ลูกค้า
หัวใจสำคัญของ Lean คืออะไร?
หัวใจสำคัญคือการกำจัดความสูญเปล่า (Waste) และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen) โดยให้ความสำคัญกับการผลิตเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่จำเป็น และในปริมาณที่จำเป็น
ใครคือบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการสร้างระบบ Lean?
บุคคลสำคัญ ได้แก่ Frederick Taylor, Henry Ford, W. Edwards Deming, Walter Shewhart รวมถึง Shigeo Shingo และ Taiichi Ohno จาก Toyota
