← กลับไปยังบทความทั้งหมด

วิลฟริด เซลลาร์ส นักปรัชญาผู้ปฏิวัติแนวคิดเรื่องความรู้และวิทยาศาสตร์

สรุปใจความสำคัญ

  • วิลฟริด เซลลาร์ส เป็นผู้เสนอแนวคิด 'ตำนานแห่งสิ่งที่มีให้' (The Myth of the Given) เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ญาณวิทยาแบบรากฐานนิยม
  • เขาเสนอการแบ่งแยก 'ภาพลักษณ์ที่ปรากฏ' (Manifest Image) และ 'ภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์' (Scientific Image) ของโลก
  • เขาสังเคราะห์แนวคิดจากปฏิบัตินิยม, ปรัชญาวิเคราะห์ และปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ทางปรัชญาที่ครอบคลุม
  • เป็นผู้ก่อตั้งวารสาร Philosophical Studies และอดีตประธาน Metaphysical Society of America

วิลฟริด สตอล์กเกอร์ เซลลาร์ส (Wilfrid Stalker Sellars, 1912–1989) เป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในการพัฒนาแนวคิด สัจนิยมทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Realism) และ สัจนิยมการรับรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Perceptual Realism) ผลงานของเขาได้รับการยอมรับว่าได้ "ปฏิวัติทั้งเนื้อหาและวิธีการของปรัชญาในสหรัฐอเมริกา" โดยส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสาขาญาณวิทยา, ปรัชญาภาษา, ปรัชญาจิตใจ, ปรัชญาการรับรู้ และปรัชญาวิทยาศาสตร์ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

วิลฟริด เซลลาร์ส
วิลฟริด เซลลาร์ส นักปรัชญาผู้ทรงอิทธิพล

ประวัติและเส้นทางอาชีพ

เซลลาร์สเป็นบุตรของ รอย วูด เซลลาร์ส นักปรัชญาธรรมชาติชาวอเมริกัน-แคนาดา เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, มหาวิทยาลัยบัฟฟาโล และวิทยาลัยโอเรียล มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในฐานะนักเรียนทุนโรดส์ (Rhodes Scholar) โดยได้รับปริญญาโทในปี 1940

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยข่าวกรองทางทหาร หลังจากนั้นเขาได้สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยไอโอวา, มหาวิทยาลัยมินนิโซตา, มหาวิทยาลัยเยล และสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1989 นอกจากนี้ เขายังเป็นประธานของ Metaphysical Society of America ในปี 1977 และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวารสาร Philosophical Studies

แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญ

เป้าหมายสูงสุดของเซลลาร์สคือการประสานรอยร้าวระหว่างวิธีการอธิบายโลกในเชิงสัญชาตญาณ (ทั้งจากสามัญสำนึกและปรัชญาดั้งเดิม) กับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นธรรมชาตินิยมอย่างสมบูรณ์ เขาเป็นนักปรัชญาคนแรกๆ ที่สังเคราะห์องค์ประกอบของ ปฏิบัตินิยมอเมริกัน (American Pragmatism), ปรัชญาวิเคราะห์ (Analytic Philosophy) และ ปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) เข้าด้วยกัน

พื้นที่แห่งเหตุผล (The Space of Reasons)

เซลลาร์สได้สร้างคำศัพท์ที่กลายเป็นมาตรฐานในทางปรัชญา เช่น "พื้นที่แห่งเหตุผล" ซึ่งหมายถึง:

  • เครือข่ายทางแนวคิดและพฤติกรรมของภาษาที่มนุษย์ใช้เพื่อดำเนินชีวิตในโลกอย่างชาญฉลาด
  • ข้อเท็จจริงที่ว่าการพูดถึง "เหตุผล" การให้เหตุผลทางญาณวิทยา และความตั้งใจนั้น ไม่เหมือนกับการพูดถึง "เหตุและผล" ในความหมายของวิทยาศาสตร์กายภาพ

ตำนานแห่งสิ่งที่มีให้ (The Myth of the Given)

ในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ "Empiricism and the Philosophy of Mind" (1956) เซลลาร์สได้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดที่ว่าความรู้จากการรับรู้สามารถแยกออกจากความสามารถทางแนวคิดได้ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า "ตำนานแห่งสิ่งที่มีให้" (The Myth of the Given) โดยโต้แย้งว่าข้อมูลดิบจากการรับรู้ (sense-data) ไม่สามารถเป็นรากฐานของความรู้ได้โดยลำพังโดยไม่มีโครงสร้างทางแนวคิดรองรับ

ภาพลักษณ์ที่ปรากฏ และ ภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์

ในบทความ "Philosophy and the Scientific Image of Man" (1962) เขาได้แบ่งการมองโลกออกเป็นสองภาพลักษณ์:

  • ภาพลักษณ์ที่ปรากฏ (Manifest Image): รวมถึงความตั้งใจ, ความคิด และสิ่งที่ปรากฏแก่ประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นมุมมองแบบสามัญสำนึก
  • ภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Image): การอธิบายโลกในเชิงทฤษฎีวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น อนุภาค แรง และความเป็นเหตุเป็นผลทางกายภาพ

เซลลาร์สเชื่อว่าภาพลักษณ์ทั้งสองนี้บางครั้งส่งเสริมกัน แต่บางครั้งก็ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะในเรื่องของศีลธรรมและความตั้งใจ ซึ่งไม่มีอยู่ในภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์

คำถามที่พบบ่อย

ตำนานแห่งสิ่งที่มีให้ (The Myth of the Given) คืออะไร?

คือแนวคิดที่วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อที่ว่ามีความรู้บางอย่างที่ได้รับจากประสาทสัมผัสโดยตรง (Given) ซึ่งเป็นรากฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้สำหรับความรู้ทั้งหมด โดยเซลลาร์สโต้แย้งว่าการรับรู้ต้องอาศัยโครงสร้างทางแนวคิดและภาษาเสมอ

ความแตกต่างระหว่างภาพลักษณ์ที่ปรากฏและภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์คืออะไร?

ภาพลักษณ์ที่ปรากฏคือการมองโลกผ่านสามัญสำนึก ความรู้สึก และความตั้งใจ ในขณะที่ภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์คือการมองโลกผ่านทฤษฎีฟิสิกส์และอนุภาค ซึ่งเซลลาร์าร์สพยายามหาทางประสานทั้งสองมุมมองนี้เข้าด้วยกัน

พื้นที่แห่งเหตุผล (Space of Reasons) หมายถึงอะไร?

หมายถึงบริบททางภาษาและแนวคิดที่มนุษย์ใช้ในการให้เหตุผลและโต้แย้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมทางญาณวิทยา ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทางกายภาพในวิทยาศาสตร์