โครงการโลกเพื่อการสำมะโนเกษตร (WCA) มาตรฐานสถิติการเกษตรระดับสากล
สรุปใจความสำคัญ
- ดำเนินการทุกๆ 10 ปี เพื่อสร้างมาตรฐานสถิติการเกษตรระดับโลก
- นำโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตั้งแต่ปี 1948
- WCA 2020 เป็นรอบการสำมะโนครั้งที่ 10 ครอบคลุมช่วงปี 2016-2025
- เปลี่ยนจากการใช้แบบฟอร์มมาตรฐานที่ยาวเหยียด มาเป็นการใช้การสุ่มตัวอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูล
โครงการโลกเพื่อการสำมะโนเกษตร (WCA) เป็นโครงการระดับนานาชาติที่นำโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสำมะโนเกษตรระดับชาติในทุกๆ 10 ปี โดยใช้แนวคิด คำจำกัดความ และระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถเปรียบเทียบกันได้และมีความแม่นยำสูง
ประวัติและความเป็นมาของ WCA
โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1929–1930 โดยสถาบันเกษตรระหว่างประเทศ (International Institute of Agriculture - IIA) ซึ่งรัฐบาลจากหลายประเทศได้ตกลงที่จะส่งเสริมการดำเนินงานสำมะโนเกษตรให้มีความสอดคล้องกันและเป็นรูปแบบเดียวกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- ยุคเริ่มต้น (1929-1930): เป็นการสำมะโนเกษตรระดับโลกรอบแรก โดยมีประเทศเข้าร่วมประมาณ 60 ประเทศ
- ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2: การสำมะโนรอบปี 1940 ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้เนื่องจากผลกระทบของสงคราม
- การเปลี่ยนผ่านสู่ FAO: หลังจาก IIA ยุติบทบาทลงในปี 1946 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้รับช่วงต่อและเริ่มดำเนินโครงการ WCA 1950 รวมถึงรอบทศวรรษต่อๆ มา
จนถึงปัจจุบัน FAO ได้ส่งเสริมการสำมะโนเกษตรมาแล้ว 7 รอบทศวรรษ (1950, 1960, 1970, 1980, 1990, 2000, 2010 และ 2020) โดย WCA 2020 เป็นรอบที่สิบ ซึ่งครอบคลุมการสำมะโนเกษตรที่ดำเนินการโดยประเทศต่างๆ ระหว่างปี 2016 ถึง 2025
บทบาทของ FAO ในการสนับสนุนประเทศสมาชิก
ในแต่ละรอบทศวรรษ FAO จะสนับสนุนประเทศสมาชิกผ่านวิธีการต่างๆ ดังนี้:
- การกำหนดมาตรฐาน: พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานสากล แนวคิด และคำจำกัดความที่ทันสมัย
- ความช่วยเหลือทางเทคนิค: ให้คำแนะนำในการวางแผน การออกแบบ และการนำการสำมะโนเกษตรไปปฏิบัติ
- การสร้างขีดความสามารถ: เสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรในด้านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการเกษตร
วิวัฒนาการของระเบียบวิธีสำมะโนเกษตร
ระเบียบวิธีของ WCA มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป:
ยุคแรก (1930 - 1940)
ในระยะแรก IIA แนะนำให้ใช้ "แบบฟอร์มมาตรฐาน" แต่หลายประเทศประสบปัญหาในการใช้แบบสอบถามที่ยาวเกินไปเนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี
การมุ่งเน้นโครงสร้างการเกษตร (1950)
WCA 1950 เริ่มให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล ลักษณะทางโครงสร้างของการเกษตร ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสำมะโนจนถึงปัจจุบัน โดยมีการแบ่งรายการข้อมูลเป็นรายการที่จำเป็นและรายการรอง
การนำวิธีการสุ่มตัวอย่างมาใช้ (1960)
WCA 1960 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการนำ วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Methods) มาใช้ รวมถึงการสำรวจหลังการนับ (Post-Enumeration Surveys - PES) ซึ่งช่วยให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมการสำมะโนได้มากขึ้น
การบูรณาการระบบสถิติ (1970 - 1980)
ในช่วงปี 1970 และ 1980 WCA ได้ขยายบทบาทให้เป็นกรอบสำหรับการสำรวจตัวอย่าง และเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสถิติการเกษตรปัจจุบัน มีการนำระบบประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และให้ความยืดหยุ่นแก่ประเทศสมาชิกในการปรับใช้โครงการให้เหมาะสมกับบริบทของตน
การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและความยืดหยุ่น (1990 - ปัจจุบัน)
WCA 1990 และรอบต่อๆ มา เน้นการประสานแนวคิดและคำจำกัดความให้สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลอื่น และส่งเสริมการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงการกำหนดขอบเขตของ "หน่วยการผลิตทางการเกษตร" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำและเป็นสากล
คำถามที่พบบ่อย
WCA คืออะไร?
WCA คือโครงการโลกเพื่อการสำมะโนเกษตร ซึ่งเป็นโครงการนานาชาติที่นำโดย FAO เพื่อสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกดำเนินการสำมะโนเกษตรระดับชาติทุกๆ 10 ปี โดยใช้มาตรฐานและระเบียบวิธีเดียวกันเพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก
ทำไมต้องมีการสำมะโนเกษตรทุก 10 ปี?
เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโครงสร้างการเกษตรที่ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน ซึ่งใช้ในการวางแผนนโยบายการเกษตร การจัดการทรัพยากร และการประเมินความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศและระดับโลก
FAO สนับสนุนประเทศสมาชิกอย่างไรในโครงการ WCA?
FAO สนับสนุนผ่านการพัฒนามาตรฐานสากล การให้คำแนะนำทางเทคนิค และการสร้างขีดความสามารถในการวางแผน การออกแบบ และการดำเนินงานสำมะโนเกษตรให้มีประสิทธิภาพ
