← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การทดสอบ YES และ YAS เพื่อตรวจวัดฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจน

สรุปใจความสำคัญ

  • ใช้ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae ดัดแปลงพันธุกรรมที่มีตัวรับฮอร์โมนมนุษย์และยีนรายงานผล
  • สามารถตรวจวัดได้ทั้งฤทธิ์กระตุ้น (Agonist) และฤทธิ์ยับยั้ง (Antagonist) ของฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจน
  • มีความไวสูงมาก โดยตรวจวัด 17-beta estradiol ได้ต่ำถึง 1.4 ng/L
  • ใช้ตรวจหาสารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ เช่น BPA และพทาเลท ในสิ่งแวดล้อม

การทดสอบ YES (Yeast Estrogen Screen) และ การทดสอบ YAS (Yeast Androgen Screen) เป็นวิธีการคัดกรองทางชีวภาพในหลอดทดลอง (in vitro) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจหาฤทธิ์ของสารที่ส่งผลต่อตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen Receptor) และตัวรับฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen Receptor) ตามลำดับ โดยสามารถใช้ตรวจวัดได้ทั้งสารประกอบธรรมชาติ สารสังเคราะห์ สารผสม และตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม

หลักการทำงานของการทดสอบ

การทดสอบนี้ใช้เซลล์ยีสต์สายพันธุ์ Saccharomyces cerevisiae ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โดยมีการแทรกยีนที่สร้างตัวรับฮอร์โมนของมนุษย์ (Human Estrogen or Androgen Receptor) ควบคู่ไปกับยีนรายงานผล (Reporter Gene) เช่น ยีน lacZ

เมื่อสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับฮอร์โมนเข้าจับกับตัวรับในเซลล์ยีสต์ จะเกิดกระบวนการส่งสัญญาณภายในเซลล์ที่นำไปสู่การแสดงออกของยีนรายงานผล ซึ่งจะผลิตเอนไซม์ เช่น $\beta$-galactosidase เอนไซม์นี้จะเปลี่ยนสารตั้งต้น (เช่น CPRG) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีในอาหารเลี้ยงเชื้อจากสีเหลืองเป็นสีแดง ซึ่งสามารถวัดค่าความเข้มของสีได้ด้วยเครื่องวัด

นอกจากนี้ ยังมีระบบทางเลือกที่ใช้การสร้างสัญญาณเรืองแสง (Luminescence) แทนการเปลี่ยนสี โดยการทดสอบสามารถแบ่งออกเป็นสองลักษณะคือ:

  • การวัดฤทธิ์กระตุ้น (Agonistic activity): วัดการตอบสนองของเซลล์โดยตรงเมื่อได้รับสารตัวอย่าง
  • การวัดฤทธิ์ยับยั้ง (Antagonistic activity): วัดการลดลงของการพัฒนาสีหรือสัญญาณ เมื่อใส่สารตัวอย่างร่วมกับสารกระตุ้นที่ทราบค่าแน่นอน

รูปแบบและวิธีการทดสอบ

การทดสอบ YES และ YAS มักดำเนินการในถาดหลุมขนาด 96 หลุม (96-well microtiter plates) โดยทั่วไปจะใช้เวลาในการทดสอบประมาณ 2–3 วัน อย่างไรก็ตาม ได้มีการพัฒนาโปรโตคอลที่รวดเร็วขึ้นซึ่งใช้เวลาสัมผัสสารเพียง 18 ชั่วโมง โดยใช้วิธีการทำให้เซลล์แตก (Induced cell lysis)

ปัจจุบันมีสายพันธุ์ยีสต์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทั้งแบบที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะและแบบที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป รวมถึงมีชุดทดสอบสำเร็จรูป (Commercial kits) ที่จำหน่ายพร้อมคำแนะนำโดยละเอียด

ความสำคัญและการประยุกต์ใช้

สารที่มีฤทธิ์กระตุ้นหรือยับยั้งตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจนในสิ่งมีชีวิต อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ การเผาผลาญ (Metabolism) ระบบภูมิคุ้มกัน และอาจกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งได้

การทดสอบนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหา "สารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ" (Endocrine Disruptors) ซึ่งพบได้ในหลายแหล่ง เช่น:

  • ส่วนประกอบของยาคุมกำเนิด: เช่น 17$\alpha$-ethinylestradiol
  • วัสดุสังเคราะห์: เช่น บิสฟีนอล เอ (Bisphenol A - BPA) และพทาเลท (Phthalates)
  • ยาฆ่าแมลง: เช่น เมทอกซีคลอร์ (Methoxychlorine)
  • สารลดแรงตึงผิวที่ไม่มีประจุ: เช่น อัลคิลฟีนอล (Alkylphenols)

ผลการทดสอบมีความสามารถในการทำซ้ำได้ดี และมีความสอดคล้องกับข้อมูลจากการทดสอบในสิ่งมีชีวิต (in vivo) และการทดสอบในหลอดทดลองวิธีอื่น ๆ

ข้อดีของการทดสอบ

การทดสอบ YES และ YAS มีจุดเด่นหลายประการ ดังนี้:

  • ความไวสูง: ในการทดสอบ YES สามารถตรวจวัด 17$\beta$-estradiol ได้ที่ระดับความเข้มข้นต่ำถึงประมาณ $5 \times 10^{-12}$ M หรือ 1.4 ng/L
  • ใช้ตัวอย่างน้อย: รูปแบบถาดหลุมทำให้ใช้ปริมาณตัวอย่างในปริมาณน้อย
  • ความยืดหยุ่นของตัวอย่าง: สามารถวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำธรรมชาติ ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการเข้มข้น หรือสารเคมีในตัวทำละลาย เช่น เอทานอล หรือ DMSO ได้
  • ความรวดเร็ว: สามารถทราบผลได้เร็วที่สุดหลังจากการบ่มตัวอย่างเพียงหนึ่งคืน
  • การดูแลรักษาง่าย: การเลี้ยงและจัดการเซลล์ยีสต์มีความซับซ้อนน้อยกว่าการเลี้ยงเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammalian cell culture)

คำถามที่พบบ่อย

การทดสอบ YES และ YAS แตกต่างกันอย่างไร?

YES (Yeast Estrogen Screen) ใช้สำหรับตรวจวัดฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่วน YAS (Yeast Androgen Screen) ใช้สำหรับตรวจวัดฤทธิ์ของฮอร์โมนแอนโดรเจน

ทำไมถึงใช้ยีสต์ในการทดสอบนี้แทนที่จะใช้เซลล์สัตว์?

เพราะการจัดการเซลล์ยีสต์ทำได้ง่ายกว่า มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และมีความทนทานมากกว่าการเลี้ยงเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ยังสามารถให้ผลที่แม่นยำและสอดคล้องกับข้อมูลทางชีวภาพ

สารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อคืออะไร?

คือสารเคมีที่สามารถเลียนแบบ ยับยั้ง หรือรบกวนการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ เช่น ส่งผลต่อการเจริญพันธุ์หรือการเจริญเติบโต

การทดสอบนี้ใช้เวลานานเท่าใด?

โดยทั่วไปใช้เวลา 2-3 วัน แต่มีโปรโตคอลแบบเร่งด่วนที่สามารถให้ผลได้ภายใน 18 ชั่วโมง

สามารถใช้ตรวจวัดสารในน้ำเสียได้หรือไม่?

ได้ การทดสอบนี้สามารถใช้กับตัวอย่างน้ำธรรมชาติและตัวอย่างสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการทำให้เข้มข้นได้ ซึ่งเหมาะสำหรับการเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำที่ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนของสัตว์น้ำและมนุษย์