← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เรือทำลายล้างชั้นคอลดเวลล์ (Caldwell-class destroyer)

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเรือทำลายล้างแบบดาดฟ้าเรียบ (Flush deck) รุ่นแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ
  • เป็นต้นแบบการออกแบบให้กับเรือชั้น Wickes และ Clemson ที่ผลิตจำนวนมากในเวลาต่อมา
  • เรือ Manley ถูกดัดแปลงเป็นเรือขนส่งความเร็วสูง (APD) เพื่อใช้ในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
  • มีการโอนย้ายเรือ 3 ลำให้กองทัพเรืออังกฤษภายใต้ข้อตกลง Destroyers for Bases Agreement

เรือทำลายล้างชั้นคอลดเวลล์ (Caldwell-class destroyer) เป็นกลุ่มเรือทำลายล้าง (Destroyer) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 6 ลำ ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และช่วงหลังสงคราม โดยมีลักษณะเด่นคือการออกแบบดาดฟ้าแบบเรียบ (Flush deck) ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญให้กับการผลิตเรือทำลายล้างจำนวนมากในรุ่นต่อมาอย่างชั้น Wickes และชั้น Clemson

การออกแบบและการก่อสร้าง

เรือชั้นคอลดเวลล์ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสตามพระราชบัญญัติวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1915 โดยกำหนดให้เรือต้องมีความเร็วไม่ต่ำกว่า 30 นอต และมีงบประมาณการก่อสร้างไม่เกิน 925,000 ดอลลาร์ต่อลำ (ไม่รวมเกราะและอาวุธ) โดยมีการระบุให้สร้างเรือ 3 ลำในฝั่งชายฝั่งแปซิฟิก

เรือกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1916 ถึง 1918 เพื่อแก้ไขจุดอ่อนของเรือชั้น Sampson และเรือทำลายล้างขนาดหนึ่งพันตันรุ่นก่อนหน้า ซึ่งมีปัญหาเรื่องความแข็งแรงบริเวณรอยต่อของดาดฟ้าหน้า (Forecastle break) การเปลี่ยนมาใช้ดาดฟ้าแบบเรียบช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างเรือ อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงส่วนหัวเรือเพื่อป้องกันไม่ให้ปืนกระบอกหน้าถูกน้ำซัด (Washed out) ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากรุ่นต่อมาคือ เรือชั้นคอลดเวลล์มีท้ายเรือแบบตัด (Cutaway stern) แทนที่จะเป็นท้ายเรือแบบเรือลาดตระเวน (Cruiser stern) ซึ่งส่งผลให้เรือมีรัศมีการเลี้ยวที่แคบกว่าเรือรุ่นหลัง

ความแตกต่างด้านรูปลักษณ์

เรือในชั้นนี้มีความแตกต่างกันในด้านจำนวนปล่องไฟ โดยเรือ Caldwell, Craven และ Manley ถูกสร้างให้มีปล่องไฟ 4 ปล่อง ในขณะที่เรือ Gwin, Conner และ Stockton มีปล่องไฟเพียง 3 ปล่อง โดยปล่องไฟกลางของเรือแบบ 3 ปล่องจะมีขนาดกว้างกว่าเนื่องจากเป็นการรวมท่อระบายไอเสียจากหม้อต้มน้ำสองตัวเข้าด้วยกัน

บทบาทในสงครามและการใช้งาน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เรือ 4 ลำในชั้นนี้ทำหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันกองเรือขนส่ง (Convoy escorts) ในมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนอีก 2 ลำสร้างเสร็จช้าเกินกว่าจะเข้าร่วมสงครามได้

การดัดแปลงเป็นเรือขนส่งความเร็วสูง

ในปี ค.ศ. 1939 เรือ Manley ได้ถูกดัดแปลงเป็นเรือขนส่งทำลายล้างความเร็วสูงต้นแบบ (High-speed destroyer transport) โดยใช้สัญลักษณ์จำแนกประเภทตัวเรือเป็น APD มีการถอดปล่องไฟและหม้อต้มน้ำส่วนหน้าออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกนาวิกโยธินได้ 200 นาย และเรือจู่โจม Higgins ขนาด 11 เมตร จำนวน 4 ลำ โดยเรือ Manley ได้เข้าร่วมปฏิบัติการที่กวาดัลคานัล (Guadalcanal), ควาจาเลน (Kwajalein), ไซปัน (Saipan) และฟิลิปปินส์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การโอนย้ายให้กองทัพเรืออังกฤษ

ภายใต้ข้อตกลง Destroyers for Bases Agreement ในปี ค.ศ. 1940 เรือ 3 ลำในชั้นคอลดเวลล์ถูกโอนย้ายให้กองทัพเรืออังกฤษ (Royal Navy) และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเรือชั้น Town โดยหนึ่งในนั้นคือเรือ Conner (เปลี่ยนชื่อเป็น HMS Leeds) ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันการยกพลขึ้นบกที่ Gold Beach เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944

ระบบอาวุธ

เรือชั้นคอลดเวลล์ใช้อาวุธชุดเดียวกับเรือชั้น Sampson และเป็นมาตรฐานสำหรับเรือดาดฟ้าเรียบในรุ่นต่อมา:

  • ปืนใหญ่: ปืนขนาด 4 นิ้ว (102 มม.) จำนวน 4 กระบอก โดยปืนบริเวณกราบเรือถูกติดตั้งบนแท่นยกสูง (Bandstands) เพื่อให้พ้นจากน้ำทะเล แต่ส่งผลให้มุมยิงถูกจำกัด
  • ปืนต่อสู้อากาศยาน: ปืนขนาด 3 นิ้ว (76 มม.) จำนวน 1 กระบอก ติดตั้งอยู่บริเวณท้ายปืน 4 นิ้วกระบอกหน้า
  • ตอร์ปิโด: ท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 21 นิ้ว (533 มม.) จำนวน 12 ท่อ (แบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 3 ท่อ) ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากตามมาตรฐานสหรัฐฯ ในสมัยนั้น โดยติดตั้งแบบยิงออกทางกราบเรือ (Broadside) แทนที่จะเป็นเส้นกลางลำเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ตอร์ปิโดกระแทกกับกราบเรือขณะยิง
  • อาวุธปราบเรือดำน้ำ: ติดตั้งเครื่องปล่อยระเบิดลึก (Depth charge rack) ที่ท้ายเรือ และเครื่องยิงระเบิดลึกแบบ Y-gun ที่บริเวณหน้าห้องควบคุมท้ายเรือ

วิศวกรรมและการขับเคลื่อน

เนื่องจากเป็นเรือรุ่นทดลอง วิศวกรรมของเรือชั้นคอลดเวลล์จึงมีความหลากหลาย:

  • เรือ Conner และ Stockton: ใช้กังหันไอน้ำแบบขับตรง (Direct drive steam turbines) 3 เพลา โดยมีกังหันความเร็วต่ำสำหรับประหยัดเชื้อเพลิงในความเร็วต่ำและปานกลาง
  • เรือ Caldwell: ใช้กังหันเกียร์ (Geared turbines) 2 เพลา และมีการทดลองใช้ "เกียร์ลดความเร็วไฟฟ้า" (Electric speed reducing gear) ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า-กังหัน (Turbo-electric drive) ที่ใช้ในเรือประจัญบานและเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา
  • เรือลำอื่นๆ: ใช้กังหันเกียร์ 2 เพลา ให้กำลังขับเคลื่อน 20,000 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุดได้ 32 นอต (ในขณะที่รุ่นขับตรง 3 เพลา ทำความเร็วได้ 30 นอต)

คำถามที่พบบ่อย

เรือทำลายล้างชั้นคอลดเวลล์แตกต่างจากเรือรุ่นก่อนหน้าอย่างไร?

ความแตกต่างหลักคือการใช้ดาดฟ้าแบบเรียบ (Flush deck) เพื่อกำจัดจุดอ่อนด้านโครงสร้างบริเวณรอยต่อดาดฟ้าหน้า (Forecastle break) ที่พบในเรือชั้น Sampson และเรือทำลายล้างขนาดหนึ่งพันตันรุ่นก่อนๆ

ทำไมเรือชั้นนี้ถึงมีจำนวนปล่องไฟไม่เท่ากัน?

เนื่องจากมีการออกแบบที่แตกต่างกันในบางลำ โดยเรือ Caldwell, Craven และ Manley มี 4 ปล่องไฟ ส่วน Gwin, Conner และ Stockton มี 3 ปล่องไฟ โดยปล่องไฟกลางของแบบ 3 ปล่องจะกว้างกว่าเพื่อรวมท่อระบายไอเสียจากหม้อต้มน้ำสองตัว

เรือชั้นคอลดเวลล์มีบทบาทอย่างไรในสงครามโลกครั้งที่ 2?

เรือบางลำถูกดัดแปลงเป็นเรือขนส่งความเร็วสูง (APD) เช่นเรือ Manley ที่ใช้ในการยกพลขึ้นบกในแปซิฟิก และบางลำถูกโอนให้กองทัพเรืออังกฤษเพื่อใช้คุ้มกันกองเรือขนส่งในมหาสมุทรแอตแลนติก

ระบบขับเคลื่อนของเรือชั้นคอลดเวลล์มีความสำคัญอย่างไรในเชิงวิศวกรรม?

เรือ Caldwell มีการทดลองใช้เกียร์ลดความเร็วไฟฟ้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบขับเคลื่อนแบบ Turbo-electric drive ที่นำมาใช้ในเรือรบขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในทศวรรษต่อมา