ซิทเทิร์น (Cittern) เครื่องดนตรีสายจากยุคเรเนซองส์
สรุปใจความสำคัญ
- ซิทเทิร์นเป็นเครื่องดนตรีสายจากยุคเรเนซองส์ที่ใช้สายโลหะ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่ใช้สายลำไส้สัตว์
- มีการจูนสายแบบ re-entrant tuning ซึ่งสายบนสุดไม่ใช่สายที่มีเสียงต่ำที่สุด
- เป็นเครื่องดนตรีที่เข้าถึงง่ายและราคาถูกกว่าลูท ทำให้ได้รับความนิยมในทุกชนชั้นทางสังคม
- วิวัฒนาการไปสู่เครื่องดนตรีอย่างกีตาร์โปรตุเกสที่ใช้ในเพลง fado ของโปรตุเกส
ซิทเทิร์น (Cittern) หรือที่รู้จักในชื่อ cistre (ฝรั่งเศส), cetra (อิตาลี), Cister (เยอรมัน) และ cistro (สเปน) เป็นเครื่องดนตรีประเภทสายที่มีต้นกำเนิดมาจากยุคเรเนซองส์ แม้ว่านักวิชาการสมัยใหม่จะยังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่แน่ชัด แต่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าซิทเทิร์นสืบเชื้อสายมาจาก ซิตอล (Citole) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในยุคกลาง
จุดเด่นของซิทเทิร์นคือการออกแบบด้านหลังที่แบน ซึ่งทำให้สร้างได้ง่ายและราคาถูกกว่าลูท (Lute) นอกจากนี้ยังเล่นง่ายกว่า มีขนาดเล็กกว่า ไม่บอบบาง และพกพาสะดวก ทำให้ซิทเทิร์นกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในทุกชนชั้นทางสังคมสำหรับการเล่นดนตรีเพื่อความบันเทิงในยามว่าง คล้ายกับบทบาทของกีตาร์ในปัจจุบัน
ประวัติและลักษณะทางดนตรี
ซิทเทิร์นในยุคก่อนสมัยใหม่
ซิทเทิร์นเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชนิดในยุคเรเนซองส์ที่ใช้ สายโลหะ ในขณะที่เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ในสมัยนั้นใช้สายที่ทำจากลำไส้สัตว์ (gut-strung) โดยทั่วไปจะมีสาย 4 ชุด (courses) ซึ่งอาจเป็นสายเดี่ยว สายคู่ หรือสายสาม ตามการออกแบบและความแตกต่างในแต่ละภูมิภาค
ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือการจูนสายแบบ re-entrant tuning ซึ่งหมายความว่าสายที่อยู่บนสุดทางกายภาพไม่ใช่สายที่มีเสียงต่ำที่สุด (คล้ายกับแบนโจห้าสายหรืออูคูเลเล่) การจูนและช่วงเสียงที่แคบนี้ช่วยให้ผู้เล่นสามารถจับคอร์ดง่ายๆ สำหรับการบรรเลงประกอบเพลงหรือการเต้นรำได้ แม้ว่าจะมีการเขียนเพลงที่มีความซับซ้อนสูงสำหรับซิทเทิร์นเช่นกัน ด้วยเสียงที่สดใสและร่าเริง ทำให้ซิทเทิร์นเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยเติมเต็มเสียงของเครื่องดนตรีสายลำไส้ได้เป็นอย่างดี
วิวัฒนาการในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18
ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18 ซิทเทิร์นเป็นเครื่องดนตรีที่พบเห็นได้ทั่วไปในร้านตัดผมของอังกฤษ โดยมักจะถูกวางไว้ในพื้นที่รอรับบริการเพื่อให้ลูกค้าได้เล่นเพื่อความบันเทิง และมีการตีพิมพ์โน้ตเพลงยอดนิยมสำหรับเครื่องดนตรีชนิดนี้โดยเฉพาะ
ส่วนหัวของลูกบิด (pegbox) มักจะถูกตกแต่งด้วยรูปสลักขนาดเล็ก ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้มีความประณีตทางศิลปะมากนัก ในบทละครเรื่อง Love's Labour's Lost ของเชกสเปียร์ มีการใช้คำว่า "cittern-head" เป็นคำด่าทอเพื่อล้อเลียน
เช่นเดียวกับที่ลูทถูกขยายขนาดและเพิ่มสายเบสจนกลายเป็นธีออร์โบ (Theorbo) และชิทาร์โรน (Chitarrone) เพื่อใช้ในงานคอนทินิวโอ (continuo) ซิทเทิร์นก็ได้ถูกพัฒนาเป็น เซเทอโรน (Ceterone) ซึ่งมีคอยาวขึ้นและมีสายเบสที่ไม่ต้องกดเฟรต แม้ว่าเซเทอโรนจะเป็นเครื่องดนตรีที่พบได้น้อยกว่ามากก็ตาม
ซิทเทิร์นในยุคปัจจุบัน
ในเยอรมนี ซิทเทิร์นยังคงหลงเหลืออยู่ในชื่อ Waldzither และ Lutherzither (ชื่อหลังมาจากความเชื่อที่ว่ามาร์ติน ลูเธอร์ เคยเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้) นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น Thüringer Waldzither, Harzzither และ Halszither ในสวิตเซอร์แลนด์
ตระกูลซิทเทิร์นยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของ cetara ของคอร์ซิกา และ กีตาร์โปรตุเกส (Portuguese guitar) ซึ่งใช้บรรเลงเพลงพื้นเมืองที่เรียกว่า fado นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษ 1970 ลูเธียร์ชาวอังกฤษชื่อ Stefan Sobell ได้สร้าง "cittern" รุ่นไฮบริดโดยใช้กีตาร์โปรตุเกสและกีตาร์ Martin archtop ปี 1930 เป็นต้นแบบ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักดนตรีแนวโฟล์ก
คำถามที่พบบ่อย
ซิทเทิร์นแตกต่างจากลูทอย่างไร?
ซิทเทิร์นมีด้านหลังที่แบน ทำให้สร้างง่ายและราคาถูกกว่าลูท อีกทั้งยังใช้สายโลหะซึ่งให้เสียงที่สดใสกว่า ในขณะที่ลูทมีด้านหลังโค้งมนและมักใช้สายลำไส้สัตว์
Re-entrant tuning คืออะไร?
คือการจูนสายที่สายซึ่งอยู่ตำแหน่งบนสุดทางกายภาพไม่ได้มีระดับเสียงต่ำที่สุด แต่มีระดับเสียงที่สูงกว่าสายบางเส้นที่อยู่ต่ำลงมา คล้ายกับการจูนของอูคูเลเล่
ปัจจุบันยังมีเครื่องดนตรีที่สืบเชื้อสายมาจากซิทเทิร์นหรือไม่?
มี เช่น กีตาร์โปรตุเกส (Portuguese guitar) ที่ใช้ในเพลง fado และ Waldzither ในเยอรมนี รวมถึงซิทเทิร์นสมัยใหม่ที่ใช้ในดนตรีโฟล์ก

