การป้องกันพลเรือน กลยุทธ์การรับมือภัยพิบัติและสงคราม
สรุปใจความสำคัญ
- การป้องกันพลเรือนใช้หลักการจัดการภัยพิบัติ 5 ขั้นตอน: การป้องกัน, การบรรเทาผลกระทบ, การเตรียมความพร้อม, การตอบสนอง และการฟื้นฟู
- ในสหราชอาณาจักร หน่วยงาน Civil Defence Service ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1935 เพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีทางอากาศ
- หลังสงครามเย็น จุดเน้นของการป้องกันพลเรือนได้เปลี่ยนจากการป้องกันการโจมตีทางทหารไปสู่การจัดการภัยพิบัติทั่วไปและเหตุฉุกเฉิน
การป้องกันพลเรือน หรือ การคุ้มครองพลเรือน คือความพยายามในการปกป้องพลเรือน (โดยทั่วไปคือผู้ที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ) จากภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์และภัยธรรมชาติ โดยใช้หลักการของการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งประกอบด้วยการป้องกัน (Prevention), การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation), การเตรียมความพร้อม (Preparation), การตอบสนอง (Response) หรือการอพยพฉุกเฉิน และการฟื้นฟู (Recovery)

ประวัติศาสตร์และการกำเนิด
โปรแกรมการป้องกันพลเรือนเริ่มมีการพูดถึงกันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 และถูกนำมาใช้ในหลายประเทศในช่วงทศวรรษ 1930 เนื่องจากภัยคุกคามจากสงครามและการโจมตีทางอากาศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทางการตระหนักถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ การป้องกันพลเรือนจึงกลายเป็นเรื่องแพร่หลายมากขึ้น
จุดเริ่มต้นในสหราชอาณาจักร
การป้องกันพลเรือนในสหราชอาณาจักรถูกกระตุ้นโดยประสบการณ์การทิ้งระเบิดในพื้นที่พลเรือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 1915 เมื่อเครื่องบินซีเพลิน (Zeppelins) ของเยอรมนีทิ้งระเบิดลงในพื้นที่เกรตยาร์มุธ (Great Yarmouth) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทางการได้จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Raid Precautions Committee - ARP) ในปี 1924 เพื่อหาทางปกป้องพลเรือนจากภัยทางอากาศ และต่อมาในปี 1935 ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษของรัฐบาลที่ชื่อว่า Civil Defence Service ซึ่งดูแลครอบคลุมทั้ง ARP, เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย (Wardens), พนักงานดับเพลิง, หน่วยกู้ภัย และหน่วยปฐมพยาบาล

บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานป้องกันพลเรือน
การจัดการป้องกันพลเรือนเป็นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็นหน่วยงานย่อยๆ ดังนี้:
- เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย (Wardens): รับผิดชอบการลาดตระเวนท้องถิ่น การรายงาน และการนำทางพลเรือนไปยังศูนย์พักพิงและศูนย์อาหาร
- หน่วยกู้ภัย (Rescue Parties): ประเมินและเข้าถึงอาคารที่ถูกระเบิดเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต รวมถึงการตัดระบบไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำ
- หน่วยบริการทางการแพทย์ (Medical Services): ให้การช่วยเหลือทางการแพทย์เบื้องต้นในจุดเกิดเหตุ
- หน่วยดับเพลิง (Fire Guards): เฝ้าระวังระเบิดเพลิงและแจ้งเหตุไฟไหม้ รวมถึงการดับไฟจากระเบิดเพลิงแมกนีเซียมอัลลอยด์
- หน่วยกำจัดสารพิษ (Gas Decontamination Teams): สวมชุดป้องกันสารเคมีเพื่อกำจัดสารพิษจากก๊าซพิษในอาคาร ถนน และทางรถไฟ

การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน
ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การป้องกันพลเรือนได้เปลี่ยนจุดเน้นจากการตอบสนองต่อการโจมตีทางทหารเป็น การจัดการกับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติโดยทั่วไป ซึ่งครอบคลุมถึงคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดการวิกฤต (Crisis Management), การจัดการเหตุฉุกเฉิน (Emergency Management) และการวางแผนเผชิญเหตุ (Contingency Planning)
คำถามที่พบบ่อย
การป้องกันพลเรือน (Civil Defense) คืออะไร?
คือความพยายามในการปกป้องพลเรือนจากภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์และมนุษย์สร้างขึ้น และภัยธรรมชาติ โดยใช้หลักการของการจัดการภัยพิบัติ
บทบาทของ Air Raid Wardens ในอดีตคืออะไร?
เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางอากาศมีหน้าที่ลาดตระเวน รายงานเหตุการณ์ และนำทางพลเรือนไปยังที่พักพิงและที่พักพิงและศูนย์อาหาร
ปัจจุบันการป้องกันพลเรือนเน้นเรื่องอะไร?
ปัจจุบันเน้นการจัดการวิกฤตและการจัดการเหตุฉุกเฉินในภาพรวม เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและเหตุการณ์ไม่คาดฝันทั่วไปมากกว่าการโจมตีทางทหาร